ซีเมนส์เผยผลสำรวจล่าสุดระบุว่าการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้เป็นกุญแจสำคัญในการยกระดับการผลิตในอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม (F&B) เพื่อสร้างความยั่งยืนและรับมือกับความท้าทายของสภาพภูมิอากาศและต้นทุนที่สูงขึ้น
ในปัจจุบันอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า F&B ทั่วโลกกำลังเผชิญกับความท้าทายที่หนักหน่วงและซับซ้อนมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศที่ส่งผลกระทบต่อการผลิตโดยตรง รวมถึงสภาวะต้นทุนการผลิตที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และความผันผวนที่เกิดขึ้นในห่วงโซ่อุปทานทั่วโลก ซึ่งปัจจัยเหล่านี้บีบให้ผู้ประกอบการต้องปรับตัวอย่างเร่งด่วนเพื่อให้สามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้อย่างมั่นคงในสภาวะการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว
ในขณะเดียวกัน การขยายตัวของสังคมเมืองและการเพิ่มขึ้นของจำนวนประชากรโลกอย่างต่อเนื่อง ได้กลายเป็นแรงผลักดันสำคัญที่ทำให้ความต้องการบริโภคอาหารเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องและไม่มีทีท่าว่าจะลดน้อยลง ทว่าการตอบสนองต่อความต้องการที่เพิ่มขึ้นนี้กลับต้องเผชิญกับข้อจำกัดที่สำคัญของระบบการเกษตรแบบดั้งเดิมและปริมาณทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่อย่างจำกัด ส่งผลให้ผู้ผลิตจำเป็นต้องมองหาแนวทางใหม่ๆ ในการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตให้สามารถตอบสนองความต้องการของตลาดโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดภายใต้ทรัพยากรที่มีอยู่
ข้อมูลที่น่ากังวลอีกประการหนึ่งคือ ระบบอาหารทั่วโลกในปัจจุบันมีสัดส่วนการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สูงถึงประมาณ 35% และยังมีการใช้พลังงานเกือบหนึ่งในสามของการใช้พลังงานทั้งหมดในโลก ซึ่งตัวเลขเหล่านี้เป็นเครื่องตอกย้ำให้เห็นถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการยกระดับกระบวนการผลิตอาหารให้มีความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น การปรับเปลี่ยนสู่กระบวนการผลิตที่ใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าและยั่งยืนจึงไม่ใช่เพียงทางเลือก แต่เป็นความจำเป็นพื้นฐานที่ผู้ผลิตในอุตสาหกรรม F&B ต้องดำเนินการเพื่อความอยู่รอดและการเติบโตในระยะยาว
รายงาน Siemens Infrastructure Transition Monitor 2025 ซึ่งเป็นรายงานที่รวบรวมข้อมูลจากการสำรวจความคิดเห็นของผู้บริหารองค์กรชั้นนำจำนวนมากถึง 1,400 คน ในฉบับที่เจาะลึกเฉพาะอุตสาหกรรม F&B ได้สะท้อนให้เห็นถึงมุมมองที่น่าสนใจและสำคัญต่อการวางแผนกลยุทธ์ ผลสำรวจระบุว่าแม้ผู้บริหารในอุตสาหกรรม F&B กว่า 53% จะมองว่าธุรกิจของพวกเขายังคงมีแนวโน้มที่จะเติบโตต่อไปได้ แต่ในทางกลับกันกลับมีเพียง 43% เท่านั้นที่แสดงความมั่นใจว่าโครงสร้างพื้นฐานขององค์กรในปัจจุบันมีความยืดหยุ่นเพียงพอที่จะปรับตัวรับกับความผันผวนของตลาดที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วได้
จากข้อมูลดังกล่าวทำให้เกิดคำถามสำคัญสำหรับผู้ประกอบการในกลุ่มอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มว่า พวกเขาจะสามารถสร้างความยืดหยุ่นให้กับโครงสร้างพื้นฐานในการผลิตได้อย่างไร เพื่อให้สามารถผลิตสินค้าได้ในปริมาณที่มากขึ้น ในขณะเดียวกันก็สามารถใช้ทรัพยากรน้อยลงและลดผลกระทบเชิงลบต่อสิ่งแวดล้อมให้ได้มากที่สุด ท่ามกลางสภาวะการเติบโตและการเปลี่ยนแปลงของโลกที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง การหาจุดสมดุลระหว่างการผลิตที่มีประสิทธิภาพและการรักษาความยั่งยืนจึงเป็นโจทย์หลักที่ผู้บริหารต้องหาคำตอบผ่านการนำนวัตกรรมเข้ามาประยุกต์ใช้ในกระบวนการผลิต
แนวทางที่หนึ่งในการขับเคลื่อนโครงสร้างพื้นฐานการผลิตไปสู่อนาคตของอุตสาหกรรม F&B คือการเร่งนำระบบไฟฟ้าและพลังงานหมุนเวียนเข้ามาปรับใช้ในกระบวนการผลิต จากผลสำรวจพบว่า 61% ของผู้ตอบแบบสอบถามเห็นพ้องว่า Electrification หรือการเปลี่ยนจากระบบเดิมที่ใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลในขั้นตอนต่าง ๆ เช่น การทำความร้อน การทำความเย็น และการขนส่ง มาเป็นการใช้พลังงานไฟฟ้า เป็นหนึ่งในกลไกที่มีประสิทธิภาพสูงสุดในการขับเคลื่อนระบบพลังงานไปสู่เป้าหมาย Net Zero โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพลังงานไฟฟ้าเหล่านั้นมาจากแหล่งพลังงานหมุนเวียน ซึ่งจะช่วยให้ผู้ผลิตสามารถลดการปล่อยคาร์บอนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
นอกจากนี้ ผลสำรวจยังชี้ให้เห็นว่าภาคอุตสาหกรรมการผลิตกำลังเดินหน้าในเรื่องนี้อย่างจริงจังและเป็นรูปธรรม โดยพบว่าองค์กรที่มีความพร้อมในระดับสูงหรือระดับที่ก้าวหน้าแล้ว (Mature/Advanced) ในด้านการผลิตพลังงานหมุนเวียนเพื่อใช้เองในพื้นที่ (On-site Renewable Energy Production) มีสัดส่วนเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัดจาก 27% ในปี 2023 ขึ้นมาเป็น 42% ในปี 2025 ขณะที่การปรับเปลี่ยนระบบทำความร้อนและความเย็นมาใช้พลังงานไฟฟ้า (Electrification of Heating and Cooling) ก็มีการเติบโตเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 41% ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของภาคอุตสาหกรรมในการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดเพื่อความยั่งยืนของธุรกิจ
ตัวอย่างที่ชัดเจนของการนำเทคโนโลยีมาปรับใช้คือกรณีของ Marble Distilling Co. ซึ่งเป็นโรงกลั่นวอดก้าระดับพรีเมียมในสหรัฐอเมริกา โดยทางโรงกลั่นได้นำเทคโนโลยี Smart Valves, Actuators และ Intuitive Controls เข้ามาประยุกต์ใช้ในกระบวนการผลิต ผลลัพธ์ที่ได้คือสามารถเพิ่มกำลังการผลิตได้ถึง 3 เท่าโดยไม่จำเป็นต้องเพิ่มจำนวนพนักงาน นอกจากนี้ยังสามารถลดต้นทุนค่าพลังงานลงได้ประมาณ 20% ต่อปี และสามารถประหยัดปริมาณการใช้น้ำได้มากกว่า 4 ล้านแกลลอนต่อปี ซึ่งเป็นตัวอย่างที่สะท้อนให้เห็นว่าการนำเทคโนโลยีที่เหมาะสมมาใช้สามารถสร้างผลลัพธ์เชิงบวกได้ทั้งในด้านประสิทธิภาพการผลิตและการประหยัดทรัพยากรอย่างมหาศาล
ผลสำรวจยังตอกย้ำอีกครั้งว่าผู้บริหารในอุตสาหกรรม F&B ส่วนใหญ่ถึง 61% มองเห็นพ้องตรงกันว่าการเปลี่ยนกระบวนการใช้พลังงานเดิม ๆ มาเป็นพลังงานไฟฟ้า และการนำระบบดิจิทัลเข้ามาประยุกต์ใช้ในกระบวนการต่าง ๆ คือกุญแจสำคัญที่จะนำพาธุรกิจไปสู่ความยั่งยืนที่แท้จริง การเปลี่ยนผ่านนี้ไม่ได้เป็นเพียงการปรับปรุงเครื่องจักร แต่เป็นการปรับเปลี่ยนโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับการเติบโตในอนาคต โดยการใช้พลังงานไฟฟ้าเป็นฐานหลักจะช่วยลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการดำเนินธุรกิจอย่างรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม

แนวทางที่สองคือการปลดล็อกศักยภาพการผลิตอย่างยั่งยืนด้วย Digitalization และ Data Integration เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงด้านสิ่งแวดล้อมกำลังกดดันให้ผู้ผลิตอาหารและเครื่องดื่มต้องให้ความสำคัญกับการใช้พลังงานและทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ควบคู่ไปกับการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานและการรักษามาตรฐานของผลิตภัณฑ์ให้คงที่ การผสานโซลูชันทั้งในส่วนของฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์สำหรับ Digitalization และ Automation จึงกลายเป็นหัวใจสำคัญของการเปลี่ยนแปลงนี้ เพราะจะช่วยให้ผู้ผลิตสามารถติดตาม ตรวจวัด และพัฒนาประสิทธิภาพด้านสิ่งแวดล้อมได้อย่างต่อเนื่องและแม่นยำกว่าการใช้ระบบเดิม
หนึ่งในความท้าทายสำคัญที่หลายองค์กรต้องเผชิญคือการมีเป้าหมายด้านความยั่งยืนที่ชัดเจน แต่ยังขาดเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพในการวัดผลที่แม่นยำ ซึ่งผลสำรวจพบว่ากว่าครึ่งของผู้ตอบแบบสอบถามมองว่า Digitalization เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน โดยเทคโนโลยีดิจิทัลถูกมองว่ามีศักยภาพสูงต่อการเพิ่มผลิตภาพในการทำงานถึง 83% และมีศักยภาพในการช่วยอนุรักษ์ทรัพยากรได้ถึง 55% ขณะเดียวกันการบูรณาการข้อมูล (Data Integration) ก็กลายเป็นวาระสำคัญที่ต้องเร่งดำเนินการ เนื่องจากมีเพียง 40% ที่มองว่าองค์กรของตนมีความก้าวหน้าในด้านนี้ในระดับสูง ขณะที่ 54% เห็นว่าจำเป็นต้องใช้เทคโนโลยีที่ชาญฉลาดขึ้นเพื่อเชื่อมโยงข้อมูลที่ยังแยกส่วนกัน และ 48% มีแผนที่จะเพิ่มการลงทุนในด้านนี้ในอนาคต
Siemens Digitalization FoodAndBeverage Sustainability SmartFactory Industry40