งาน Gastech 2026 เปิดฉากอย่างเป็นทางการ ณ กรุงเทพฯ เพื่อรวมผู้นำพลังงานจากทั่วโลกมาหารือแนวทางเพิ่มอุปทานและสร้างความมั่นคงทางพลังงานท่ามกลางความต้องการที่พุ่งสูงขึ้น

งาน Gastech 2026 ได้เริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการ ณ กรุงเทพมหานคร ท่ามกลางสภาวะการณ์ที่โลกกำลังเผชิญกับความต้องการพลังงานที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องจากการขยายตัวอย่างรวดเร็วของภาคเศรษฐกิจ อุตสาหกรรม ระบบไฟฟ้า รวมถึงการเติบโตของโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูลอย่างดาต้าเซ็นเตอร์ และเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI การจัดงานในครั้งนี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งในการเป็นเวทีกลางเพื่อรวบรวมผู้มีส่วนเกี่ยวข้องจากทั่วทุกมุมโลก

การจัดงานในครั้งนี้ประสบความสำเร็จในการดึงดูดผู้เข้าร่วมงานจำนวนมหาศาลกว่า 50,000 คน จากหลากหลายประเทศรวมกว่า 150 ประเทศทั่วโลก พร้อมด้วยบริษัทผู้จัดแสดงนิทรรศการมากกว่า 800 ราย และวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิระดับสูงอีกกว่า 800 คน การรวมตัวกันของกลุ่มคนเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของอุตสาหกรรมก๊าซธรรมชาติและ LNG ซึ่งถือเป็นการรวมตัวครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดของอุตสาหกรรมนี้ในปีปัจจุบัน

ภายใต้แนวคิดหลักของงานคือ “Where Global Energy Supply Meets Demand” หรือที่แปลความหมายได้ว่า “จุดบรรจบของอุปทานและอุปสงค์พลังงานโลก” โดยมีวัตถุประสงค์หลักในการเปลี่ยนการรวมตัวระดับโลกให้กลายเป็นผลลัพธ์ที่จับต้องได้และเป็นรูปธรรมผ่านการขับเคลื่อนร่วมกันในประเด็นสำคัญหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของความมั่นคงทางพลังงาน การสร้างช่องทางการเข้าถึงพลังงานในราคาที่เหมาะสม และการสร้างความเชื่อถือได้ของระบบพลังงานให้มีความเสถียรภาพ

ภายในงานมีการรวมตัวของบุคคลสำคัญระดับสูงมากมาย ไม่ว่าจะเป็นรัฐมนตรีผู้กำหนดนโยบายจากหลากหลายภูมิภาค ทั้งเอเชีย ยุโรป แอฟริกา และตะวันออกกลาง รวมจำนวนกว่า 20 คน นอกจากนี้ยังมีผู้บริหารระดับสูงจากบริษัทพลังงานชั้นนำระดับโลกที่ตบเท้าเข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง อาทิ Shell, Chevron, ExxonMobil, กฟล., ปตท., GULF, PETRONAS, TotalEnergies และ INPEX ซึ่งแต่ละองค์กรต่างเป็นผู้เล่นสำคัญในห่วงโซ่คุณค่าพลังงานโลกที่พร้อมจะร่วมหารือโจทย์สำคัญด้านพลังงานร่วมกัน

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้ให้เกียรติเป็นประธานและกล่าวเปิดงาน Gastech 2026 อย่างเป็นทางการ โดยในระหว่างการกล่าวเปิดงาน นายกรัฐมนตรีได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการขยายความร่วมมือในระดับสากล ซึ่งถือเป็นปัจจัยชี้ขาดและเป็นปัจจัยสำคัญอย่างยิ่งในการกำหนดทิศทางของอนาคต ทั้งในด้านความมั่นคงทางพลังงานของมวลมนุษยชาติ และการสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืนของประเทศต่างๆ ทั่วโลก

ในการกล่าวเปิดงาน นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้ระบุว่าในปัจจุบันโลกกำลังเผชิญกับการพลิกโฉมครั้งใหญ่ในด้านพลังงาน ท่ามกลางความท้าทายที่ซับซ้อนทางภูมิรัฐศาสตร์และความต้องการพลังงานที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง รัฐบาลไทยจึงให้ความสำคัญสูงสุดกับการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยมุ่งเน้นการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการลงทุนระยะยาวผ่านกฎระเบียบที่ชัดเจน โครงสร้างพื้นฐานที่เชื่อถือได้ และการสนับสนุนเทคโนโลยีพลังงานสะอาด

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรี ยังได้เน้นย้ำถึงความต้องการของประเทศในการมุ่งสู่อนาคตด้านพลังงานที่สามารถสร้างสมดุลระหว่างความสำคัญหลัก 3 ประการที่สำคัญต่อการดำรงอยู่ของเศรษฐกิจและสังคม ได้แก่ ความมั่นคงด้านพลังงาน การเข้าถึงพลังงานในราคาที่เหมาะสม และความยั่งยืนของทรัพยากร ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะเป็นรากฐานสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไทย และพร้อมที่จะปักหมุดประเทศไทยให้โดดเด่นบนแผนที่พลังงานโลกในฐานะศูนย์กลางที่สำคัญของภูมิภาค

ด้านนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้กล่าวถึงวิสัยทัศน์ในการมองไปสู่อนาคตว่า การสร้างระบบพลังงานที่ตระหนักถึงการเปลี่ยนผ่านนั้นไม่ใช่เพียงแค่จุดหมายปลายทางที่รอให้ไปถึงเท่านั้น แต่มันคือกระบวนการเดินทางที่ต้องอาศัยปัจจัยสนับสนุนหลายด้าน ทั้งในด้านของเทคโนโลยีที่ทันสมัย นวัตกรรมใหม่ๆ การลงทุนที่ต่อเนื่อง และที่สำคัญที่สุดคือความร่วมมือในการก้าวไปข้างหน้าด้วยกันของทุกภาคส่วน เพื่อเปลี่ยนความท้าทายให้กลายเป็นโอกาสในการพัฒนา

การสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศเป็นหัวใจสำคัญที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานเน้นย้ำ โดยระบุว่าเมื่อทุกภาคส่วนร่วมมือกันจะสามารถเปลี่ยนความมุ่งมั่นที่มีให้กลายเป็นผลลัพธ์ของการลงมือทำจริงได้ การร่วมมือกันจะช่วยให้สามารถรับมือกับความท้าทายในปัจจุบันและสร้างความมั่นใจได้ว่าระบบพลังงานจะสามารถตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนและภาคอุตสาหกรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพ การร่วมมือกันจึงเป็นกุญแจสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายพลังงานของประเทศ

ภายหลังเสร็จสิ้นพิธีเปิดงาน ได้เข้าสู่ช่วงการประชุมเชิงยุทธศาสตร์ที่เข้มข้น โดยมีรัฐมนตรีจากหลายประเทศเข้าร่วมหารือ อาทิ ไนจีเรีย โอมาน สิงคโปร์ และติมอร์-เลสเต พร้อมด้วยผู้กำหนดนโยบายและองค์กรที่มีบทบาทสำคัญต่อกฎเกณฑ์การค้าพลังงานโลก การประชุมนี้มุ่งเน้นไปที่การแลกเปลี่ยนแนวทางในการรับมือกับความต้องการพลังงานที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยให้ความสำคัญกับการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรพลังงานที่หลากหลาย เพื่อสร้างระบบพลังงานที่มีแหล่งอุปทานเพียงพอและหลากหลาย

ในส่วนของเวทีเสวนาระดับรัฐมนตรีซึ่งเป็นโปรแกรมสำคัญของงาน ได้เปิดฉากด้วยหัวข้อ “The Energy Reset: Who Controls Power in the New Global Order?” เพื่อหารือถึงการเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้นในตลาดพลังงานโลก รวมถึงแนวทางที่ภาครัฐต้องปรับตัวเพื่อรับมือกับความต้องการพลังงานที่เพิ่มขึ้นและแรงกดดันด้านอุปทาน โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานและแร่ธาตุแห่งรัฐสุลต่านโอมาน นายซาลิม บิน นัสเซอร์ บิน ซะอีด อัล อูฟี ร่วมให้ความเห็นถึงความจำเป็นในการผลิตและการสำรวจที่มากขึ้น รวมถึงความสำคัญของความร่วมมือและความเข้าใจกันในระดับสากล

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานและแร่ธาตุแห่งรัฐสุลต่านโอมาน ระบุว่าพื้นฐานของการผลิตน้ำมันและก๊าซไม่ได้เปลี่ยนไป แต่ในหลายด้านกลับพัฒนาดีขึ้นกว่าเดิมด้วยเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าขึ้น ทำให้เรารู้ว่าจะผลิต แปรสภาพ และขนส่งพลังงานอย่างไรได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยโจทย์สำคัญในวันนี้อยู่ที่การส่งมอบพลังงานให้ถึงผู้บริโภคที่ต้องการมากที่สุด นอกจากนี้ยังมีการนำเสนอความเห็นจาก มร. โทนี่ แบลร์ อดีตนายกรัฐมนตรีแห่งสหราชอาณาจักร ที่ร่วมวิเคราะห์แนวทางที่ภาครัฐและภาคอุตสาหกรรมควรใช้รับมือกับภูมิทัศน์พลังงานที่กำลังเปลี่ยนแปลงไป

การประชุมเชิงยุทธศาสตร์ยังได้นำเสนอมุมมองจากผู้นำระดับโลกที่ทรงอิทธิพลในศตวรรษที่ 21 โดยมี มร. โทนี่ แบลร์ อดีตนายกรัฐมนตรีแห่งสหราชอาณาจักร ร่วมวิเคราะห์แนวทางที่ภาครัฐและภาคอุตสาหกรรมควรใช้รับมือกับภูมิทัศน์พลังงานที่กำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว การวิเคราะห์ดังกล่าวช่วยให้เห็นภาพรวมของความท้าทายและโอกาสในตลาดพลังงานโลก เพื่อให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องสามารถเตรียมความพร้อมและปรับตัวให้เท่าทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกในอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพ

Gastech2026 พลังงาน อนุทินชาญวีรกูล ความมั่นคงทางพลังงาน LNG กรุงเทพ