รายงานคาดการณ์ตลาดโลกของแอร์บัสระบุว่าภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกจะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของอุตสาหกรรมการบินทั่วโลก โดยคาดว่ามีความต้องการเครื่องบินโดยสารใหม่สูงถึง 19,120 ลำในช่วงสองทศวรรษข้างหน้า

รายงานคาดการณ์ตลาดโลกฉบับล่าสุดของแอร์บัส (Global Market Forecast: GMF 2026–2045) ได้มีการเปิดเผยข้อมูลสำคัญที่น่าสนใจเกี่ยวกับทิศทางของอุตสาหกรรมการบินในระดับสากล โดยระบุอย่างชัดเจนว่าภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกจะยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของการเติบโตของอุตสาหกรรมการบินทั่วโลกในช่วงสองทศวรรษข้างหน้า ซึ่งถือเป็นปัจจัยหลักที่จะกำหนดทิศทางของตลาดการบินในอนาคตอันใกล้และไกล

จากการวิเคราะห์ข้อมูลพบว่าปริมาณการเดินทางทางอากาศของผู้โดยสารในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกคาดว่าจะมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปีแบบทบต้น (Compound Annual Growth Rate: CAGR) อยู่ที่ร้อยละ 5.1 ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยของโลกที่อยู่ที่ร้อยละ 3.9 อย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้ปริมาณการเดินทางทางอากาศในภูมิภาคนี้มีแนวโน้มที่จะเพิ่มสูงขึ้นมากกว่าสองเท่าตลอดช่วงเวลาที่ทำการคาดการณ์ไว้ในรายงานฉบับนี้

ด้วยการเติบโตที่รวดเร็วของภาคการเดินทางทางอากาศในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ส่งผลให้เกิดความต้องการเครื่องบินโดยสารใหม่จำนวนมาก โดยคาดการณ์ว่าภูมิภาคนี้จะมีความต้องการเครื่องบินโดยสารใหม่รวมทั้งสิ้นจำนวน 19,120 ลำ ซึ่งตัวเลขดังกล่าวคิดเป็นสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 45 ของความต้องการเครื่องบินใหม่ทั่วโลกทั้งหมดจำนวน 42,060 ลำในช่วงเวลาที่กำหนดไว้ในรายงานคาดการณ์ของแอร์บัส

เมื่อพิจารณาจากจำนวนความต้องการเครื่องบินโดยสารใหม่จำนวน 19,120 ลำในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกตลอดช่วงสองทศวรรษข้างหน้า พบว่าประมาณหนึ่งในสามของจำนวนดังกล่าวจะเป็นความต้องการเพื่อทดแทนเครื่องบินเดิมที่มีอยู่ในปัจจุบัน ขณะที่ส่วนที่เหลือที่เหลือจะกลายเป็นความต้องการเพื่อรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมการบินที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมีปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ส่งผลต่อความต้องการเหล่านี้

ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อการเติบโตของอุตสาหกรรมการบินในภูมิภาคคือการเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างประชากร โดยคาดการณ์ว่าภายในปี พ.ศ. 2588 ประชากรที่มีรายได้ระดับปานกลางในเอเชียแปซิฟิกจะเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมากถึง 3 พันล้านคน ประกอบกับการขยายตัวของความเป็นเมืองอย่างรวดเร็วในหลายพื้นที่ ส่งผลให้การเดินทางทางอากาศมีบทบาทสำคัญมากขึ้นในการขับเคลื่อนความเจริญรุ่งเรืองทางสังคมและเศรษฐกิจในภูมิภาคอย่างต่อเนื่อง

เมื่อมีการจำแนกความต้องการเครื่องบินตามประเภทขนาดของเครื่องบิน พบข้อมูลที่น่าสนใจว่าภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกจะครองสัดส่วนการส่งมอบเครื่องบินลำตัวกว้างมากที่สุด โดยมีความต้องการเครื่องบินใหม่จำนวน 3,420 ลำ ซึ่งตัวเลขนี้คิดเป็นเกือบครึ่งหนึ่งของเครื่องบินลำตัวกว้างใหม่ทั้งหมดที่เกิดขึ้นทั่วโลก สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของเครื่องบินขนาดใหญ่ในการเชื่อมต่อเส้นทางบินระยะไกลในภูมิภาคนี้

แอร์บัสได้แสดงความพร้อมอย่างยิ่งในการตอบสนองต่อความต้องการเครื่องบินลำตัวกว้างของสายการบินต่าง ๆ ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ผ่านการนำเสนอเครื่องบินรุ่น เอ330นีโอ (A330neo) และเครื่องบินในตระกูล เอ350 (A350) โดยในช่วงสามปีที่ผ่านมา เครื่องบินทั้งสองรุ่นนี้มีส่วนช่วยให้แอร์บัสสามารถเพิ่มสัดส่วนยอดคำสั่งซื้อเครื่องบินลำตัวกว้างที่รอส่งมอบในภูมิภาคให้สูงขึ้นเป็นร้อยละ 50 ได้สำเร็จ

นอกจากนี้ เครื่องบินรุ่น เอ350 (A350) ยังได้รับการยอมรับอย่างชัดเจนในฐานะที่เป็นตัวเลือกที่สายการบินในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกให้ความไว้วางใจเป็นอย่างมากสำหรับการให้บริการในเที่ยวบินระยะไกลข้ามทวีป และสำหรับเครื่องบินขนาดใหญ่ที่สุดของแอร์บัสอย่าง เอ350-1000 (A350-1000) นั้น ได้ก้าวขึ้นมาเป็นตัวเลือกโดยธรรมชาติสำหรับการนำมาใช้ทดแทนเครื่องบินรุ่น 777-300ER ในเส้นทางบินต่าง ๆ

ในส่วนของความต้องการเครื่องบินในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกยังคงมุ่งเน้นไปที่เครื่องบินลำตัวแคบเป็นหลัก โดยมีการคาดการณ์ว่าจะมีความต้องการเครื่องบินขนาด 100–244 ที่นั่ง จำนวนสูงถึง 15,700 ลำภายในปี พ.ศ. 2588 ซึ่งตัวเลขนี้สะท้อนให้เห็นถึงการขยายตัวอย่างต่อเนื่องของเครือข่ายเส้นทางบินทั้งภายในประเทศและภายในภูมิภาค โดยได้รับแรงขับเคลื่อนจากทั้งการทดแทนฝูงบินเดิมและการเพิ่มขีดความสามารถในการรองรับผู้โดยสารในระยะยาว

การเชื่อมต่อที่เพิ่มมากขึ้นในภูมิภาคนี้เกิดขึ้นจากการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสนามบินแห่งใหม่อย่างมีกลยุทธ์ ควบคู่ไปกับการนำเครื่องบินลำตัวแคบที่มีคุณสมบัติพิเศษคือมีพิสัยการบินไกลและรองรับการใช้งานได้อย่างหลากหลาย เช่น เอ321เอ็กซ์แอลอาร์ (A321XLR) และ เอ220 (A220) มาให้บริการ ซึ่งการนำเครื่องบินเหล่านี้มาใช้ช่วยเปิดเส้นทางบินเชื่อมต่อระหว่างเมืองใหม่ ๆ ได้โดยไม่จำเป็นต้องผ่านศูนย์กลางการบินขนาดใหญ่แบบดั้งเดิม และยังช่วยเชื่อมโยงเมืองรองเข้าด้วยกัน

เครื่องบินรุ่น A220 กำลังพิสูจน์ให้เห็นถึงบทบาทสำคัญในการขยายเครือข่ายเส้นทางบิน โดยช่วยให้เส้นทางบินใหม่ที่มีปริมาณผู้โดยสารไม่สูงสามารถเปิดให้บริการได้อย่างคุ้มค่า ซึ่งปัจจุบัน A220 มีส่วนช่วยเปิดเส้นทางบินใหม่แล้วมากกว่า 400 เส้นทางทั่วโลก สำหรับภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก แอร์บัสมองเห็นศักยภาพที่แข็งแกร่งในการขยายเครือข่ายเพิ่มเติม โดย A220 สามารถช่วยเปิดเส้นทางบินเชื่อมต่อคู่เมืองใหม่ที่ปัจจุบันยังไม่มีเที่ยวบินตรงได้มากกว่า 800 คู่เมือง

อานันด์ สแตนลีย์ (Anand Stanley) ประธานแอร์บัสประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ให้ข้อมูลว่าเรากำลังเห็นการเปลี่ยนแปลงของเครือข่ายเส้นทางบินในภูมิภาคเอเชียแปซิพิก รวมถึงรูปแบบการเชื่อมต่อระหว่างกัน นอกเหนือจากการขยายตัวอย่างต่อเนื่องของเครือข่ายเส้นทางบินระยะไกลแล้ว สายการบินต่าง ๆ กำลังขยายการเชื่อมต่อออกจากรูปแบบเครือข่ายการบินผ่านศูนย์กลางแบบดั้งเดิม เพื่อเชื่อมโยงเมืองรองเข้ากับเศรษฐกิจโลกโดยตรง ด้วยการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีเครื่องบินเจเนอเรชันล่าสุด สายการบินในภูมิภาคกำลังปรับโฉมแผนที่การเชื่อมต่อทางอากาศ พร้อมขับเคลื่อนความเจริญรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจในระยะยาวของภูมิภาค

ข้อมูลสถิติ ณ สิ้นเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2569 ระบุว่ามีสายการบิน 119 แห่งในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกให้บริการเครื่องบินพาณิชย์ของแอร์บัสจำนวน 5,000 ลำ คิดเป็นส่วนแบ่งตลาดร้อยละ 58 และยังมีคำสั่งซื้อเครื่องบินที่รอการส่งมอบในอนาคตอีกเกือบ 3,500 ลำ ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 61 ของยอดคำสั่งซื้อที่รอส่งมอบของผู้ผลิตเครื่องบินทุกรายในตลาดเครื่องบินเจ็ตขนาดมากกว่า 100 ที่นั่ง

hashtags

Airbus AsiaPacific A330neo A350 A321XLR A220