บริษัท เอสซีจี เดคคอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCGD ผู้นำวัสดุตกแต่งพื้นผิวและสุขภัณฑ์ในอาเซียน ประกาศแผนยุทธศาสตร์ 5 ปี มุ่งสู่การเป็นผู้นำสินค้า Interior ครบวงจร พร้อมตั้งเป้าเติบโตอย่างยั่งยืนในภูมิภาค

บริษัท เอสซีจี เดคคอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCGD ในฐานะผู้นำด้านวัสดุตกแต่งพื้นผิวและสุขภัณฑ์ในระดับภูมิภาคอาเซียน ได้ประกาศความพร้อมในการก้าวเข้าสู่ระยะต่อไปของการเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ โดยมุ่งเน้นการเป็นผู้นำในกลุ่มสินค้าตกแต่งภายในหรือ Interior อย่างครบวงจร หลังจากที่ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา บริษัทได้วางรากฐานความแข็งแกร่งทางธุรกิจไว้อย่างมั่นคง ทั้งในด้านการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน การปรับโครงสร้างองค์กร และการรวมศูนย์การผลิตสำหรับธุรกิจหลักทั้งในส่วนของกระเบื้องและสุขภัณฑ์

สำหรับการกำหนดเป้าหมายในอนาคตอันใกล้ บริษัทได้ตั้งเป้าหมายที่ชัดเจนในปี 2574 โดยมุ่งหวังที่จะผลักดันให้กำไรก่อนดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) แตะระดับ 4,500 ล้านบาท พร้อมกับตั้งเป้าหมายให้กำไรต่อหุ้น (EPS) เติบโตขึ้นเป็น 2 เท่าภายในปี 2574 โดยกลยุทธ์หลักในการขับเคลื่อนจะประกอบด้วย 3 แนวทางสำคัญ ได้แก่ การขยายขอบเขตไปสู่กลุ่มธุรกิจสินค้าใหม่ การยกระดับผลกำไรผ่านการรวมศูนย์การผลิตในภูมิภาคอาเซียน และการคว้าโอกาสจากการเติบโตของตลาดในประเทศเวียดนาม

นอกจากนี้ บริษัทยังมีวิสัยทัศน์ในการผลักดันให้ประเทศเวียดนามกลายเป็นศูนย์กลางสำคัญสำหรับการผลิตและการส่งออกของภูมิภาค เพื่อเสริมสร้างศักยภาพในการแข่งขันในระดับสากล โดยการดำเนินงานทั้งหมดจะมุ่งเน้นไปที่การต่อยอดความเข้าใจในความต้องการของลูกค้าอย่างลึกซึ้ง เพื่อนำไปสู่การเติบโตที่มั่นคงและมีคุณภาพในตลาดอาเซียนอย่างต่อเนื่อง ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในการสร้างความแข็งแกร่งให้กับแบรนด์ในฐานะผู้ให้บริการโซลูชันการตกแต่งที่ครบวงจร

นายนำพล มลิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เอสซีจี เดคคอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCGD ได้เปิดเผยถึงทิศทางของบริษัทว่า ผลการดำเนินงานที่ผ่านมามีความแข็งแกร่งอย่างมาก โดยบริษัทสามารถยกระดับความสามารถในการทำกำไรให้ดีขึ้นอย่างต่อเนื่องตลอดระยะเวลา 3 ปี นับตั้งแต่บริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ แม้ว่าในช่วงเวลาดังกล่าวจะต้องเผชิญกับความท้าทายหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นสภาวะตลาดภายในประเทศที่ชะลอตัวลง หรือผลกระทบจากความผันผวนของค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น ซึ่งส่งผลกระทบต่อตัวเลขรายได้จากต่างประเทศเมื่อคำนวณกลับมาเป็นเงินบาท

อย่างไรก็ตาม นายนำพล มลิชัย ย้ำว่าในปัจจุบันบริษัทมีความพร้อมอย่างเต็มที่ในการก้าวเข้าสู่ช่วงการเติบโตในระยะใหม่ โดยมีปัจจัยขับเคลื่อนหลักจากการขยายตัวไปสู่กลุ่มสินค้าใหม่ที่หลากหลายขึ้น การใช้ประโยชน์จากการรวมศูนย์การผลิตในอาเซียน และการคว้าโอกาสจากการเติบโตอย่างก้าวกระโดดในตลาดเวียดนาม ซึ่งปัจจัยเหล่านี้จะกลายเป็นฟันเฟืองสำคัญในการเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันของบริษัทให้แข็งแกร่งขึ้น และสร้างการเติบโตที่มีคุณภาพในระยะยาวให้กับองค์กรได้อย่างยั่งยืนท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของสภาวะเศรษฐกิจโลก

ในส่วนของการต่อยอดกลุ่มสินค้าใหม่ (New Product Lines) และการขยายช่องทางการจัดจำหน่ายใหม่ SCGD มุ่งมั่นที่จะพัฒนาผลิตภัณฑ์จากเดิมที่มีเพียงกระเบื้องและสุขภัณฑ์ ให้ครอบคลุมไปถึงสินค้า Interior ที่สามารถตอบโจทย์การอยู่อาศัยและตอบสนองความต้องการที่หลากหลายของผู้บริโภคยุคใหม่ได้ดียิ่งขึ้น ตัวอย่างเช่น ผลิตภัณฑ์ SPC หรือวัสดุปูพื้นที่มีความสามารถในการกันน้ำ ติดตั้งได้ง่าย และให้ความสวยงามที่ใกล้เคียงกับไม้ธรรมชาติ รวมถึงผลิตภัณฑ์ Smart Toilet หรือสุขภัณฑ์อัจฉริยะที่มีดีไซน์และฟังก์ชันการใช้งานที่ทันสมัยด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆ

นอกจากนี้ บริษัทยังให้ความสำคัญกับกลุ่มผลิตภัณฑ์ประตูและหน้าต่าง รวมถึงเฟอร์นิเจอร์สำหรับห้องครัวและห้องน้ำ ซึ่งจากการติดตามข้อมูลพบว่ายอดขายในกลุ่มสินค้าใหม่เหล่านี้มีการเติบโตอย่างโดดเด่นมากกว่า 90% ในช่วงระยะเวลา 4 ปีที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นถึงความต้องการของตลาดที่ขยายตัวออกไปในวงกว้าง การขยายตัวของกลุ่มสินค้าเหล่านี้จะช่วยให้ SCGD สามารถก้าวไปสู่การเป็นผู้นำในตลาดสินค้าตกแต่งภายในของอาเซียนได้อย่างครบวงจรตามที่ตั้งเป้าหมายไว้ โดยเน้นการสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับผู้บริโภคผ่านผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพสูง

เพื่อให้บรรลุเป้าหมายดังกล่าว SCGD ได้เดินหน้าตั้งฐานการผลิตหลักในประเทศไทยเพื่อใช้เป็นศูนย์กลางในการพัฒนาผลิตภัณฑ์และเพิ่มประสิทธิภาพในกระบวนการผลิตให้สูงขึ้น เพื่อให้สามารถแข่งขันกับสินค้าที่นำเข้ามาจากต่างประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ การสร้างความแข็งแกร่งในด้านนี้จะอาศัยการสร้างความเป็นเลิศทางการผลิตผ่านความร่วมมือกับพันธมิตรทางธุรกิจ เพื่อนำเอาเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆ เข้ามาประยุกต์ใช้ เช่น การร่วมทุนในด้าน Smart Toilet กับ AXENT ซึ่งเป็นผู้ผลิตสุขภัณฑ์อัจฉริยะระดับโลกจากประเทศจีน เพื่อยกระดับมาตรฐานสินค้าให้ทัดเทียมระดับสากล

ในขณะเดียวกัน บริษัทยังได้ขยายขอบเขตของช่องทางการจัดจำหน่ายและแสวงหาโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ ในตลาดอาเซียน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศมาเลเซีย ซึ่งถือเป็นตลาดที่มีขนาดใหญ่และมีความสำคัญ โดยมาเลเซียมีขนาดตลาดเซรามิกเป็นอันดับ 5 ในภูมิภาคอาเซียน การขยายตัวเข้าสู่ตลาดมาเลเซียจึงถือเป็นกลยุทธ์สำคัญในการเพิ่มพอร์ตโฟลิโอของบริษัทให้มีความหลากหลายมากขึ้น และเป็นการสร้างโอกาสในการเข้าถึงกลุ่มลูกค้าที่กว้างขึ้นในภูมิภาคที่กำลังเติบโตอย่างต่อเนื่อง

อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ SCGD ให้ความสำคัญอย่างยิ่งคือการยกระดับความสามารถในการทำกำไร (Profitability) ผ่านการใช้ประโยชน์จากขนาดของธุรกิจในระดับอาเซียน (Economies of Scale) และการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง โดยใช้กลยุทธ์ ASEAN Consolidation และ Regional Optimization มาเป็นเครื่องมือหลักในการดำเนินงาน กลยุทธ์ดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อจัดวางบทบาทของแต่ละฐานการผลิตให้สอดคล้องกับจุดแข็งเฉพาะตัวของแต่ละประเทศ เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดในการผลิตและการบริหารจัดการทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อองค์กร

สำหรับในส่วนของประเทศไทย SCGD อยู่ระหว่างการดำเนินโครงการรวมศูนย์การผลิตกระเบื้องเซรามิกและ Glazed Porcelain ผ่านโครงการ Plant Consolidation ซึ่งมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อเพิ่มอัตราการใช้กำลังการผลิตให้สูงขึ้น ลดต้นทุนการผลิตต่อหน่วยลง และยกระดับการผลิตสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มสูง (High Value Added Products: HVA) เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันกับสินค้านำเข้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยโครงการดังกล่าวคาดการณ์ว่าจะดำเนินการแล้วเสร็จภายในไตรมาสที่ 3 ของปี 2570 และคาดว่าจะสามารถสร้างผลกำไร EBITDA เพิ่มขึ้นได้ประมาณ 380 ล้านบาทต่อปีหลังจากที่ดำเนินการได้เต็มรูปแบบ

สำหรับตลาดเวียดนาม SCGD มองว่าเป็นหนึ่งในตลาดยุทธศาสตร์ที่สำคัญอย่างยิ่งสำหรับการเติบโตในระยะยาว เนื่องจากมีปัจจัยสนับสนุนที่แข็งแกร่ง ทั้งจากการขยายตัวของเศรษฐกิจ การลงทุนจากภาครัฐ การเพิ่มขึ้นของประชากรกลุ่มที่มีรายได้ปานกลางถึงสูง และการฟื้นตัวของตลาดที่อยู่อาศัย ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อความต้องการวัสดุตกแต่งและสินค้ามูลค่าเพิ่ม (HVA) ในอนาคต โดยแบรนด์ PRIME ในประเทศเวียดนาม เป็นผู้นำในธุรกิจกระเบื้องที่เข้าใจผู้บริโภคชาวเวียดนามมานานกว่า 25 ปี และนำความเข้าใจในพฤติกรรมและความต้องการของลูกค้ามาพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ตอบโจทย์ตลาดอย่างต่อเนื่อง จนมีผลิตภัณฑ์มากกว่า 5,000 SKUs ครอบคลุมทั้งดีไซน์และฟังก์ชันที่หลากหลาย

ความหลากหลายของผลิตภัณฑ์ภายใต้แบรนด์ PRIME ในเวียดนาม ครอบคลุมตั้งแต่กระเบื้อง Glazed Porcelain ขนาดใหญ่ กระเบื้องสำหรับพื้นที่ภายนอก ลายไม้ธรรมชาติ กระเบื้องกันลื่นสำหรับพื้นที่เปียก ไปจนถึงกระเบื้องเรืองแสง เพื่อรองรับความต้องการที่หลากหลายตั้งแต่ที่อยู่อาศัย อาคารพาณิชย์ โรงแรม ไปจนถึงโครงการอสังหาริมทรัพย์ขนาดใหญ่ ความแข็งแกร่งของแบรนด์ PRIME ยังได้รับการยืนยันผ่านการได้รับรางวัล Top Influential Brand 2568 ซึ่งเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงการเป็นแบรนด์ที่ได้รับความไว้วางใจและยอมรับจากผู้บริโภคในตลาดเวียดนามอย่างแท้จริง

SCGD SCG Interior ASEAN PRIME