สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (CEA) เดินหน้าผลักดันเศรษฐกิจสร้างสรรค์ไทยสู่ระดับสากลในปี 2569 ผ่านการปั้น 9 แบรนด์เนรมิตเมือง และ 6 เทศกาลท้องถิ่นสร้างสรรค์ เพื่อยกระดับสู่การเป็น Global Destination

สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) หรือ CEA ประกาศเดินหน้าผลักดันเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของประเทศไทยให้ก้าวไปสู่ระดับสากลอย่างเต็มตัว โดยมุ่งหวังให้เศรษฐกิจสร้างสรรค์กลายเป็นเครื่องยนต์ใหม่ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศในอนาคต (New Growth Engine) ซึ่งการดำเนินงานในครั้งนี้มีความสอดคล้องกับรายงาน Building Thailand’s Future Today (2026) ของธนาคารโลกที่ระบุข้อมูลสำคัญอย่างชัดเจน

รายงานจากธนาคารโลก (World Bank Group) ได้ระบุข้อมูลที่น่าสนใจว่า 1 ใน 5 ของอุตสาหกรรมแห่งอนาคตของประเทศไทย คืออุตสาหกรรมสร้างสรรค์ (Creative Industries) ซึ่งถือเป็นอุตสาหกรรมที่มีความได้เปรียบและมีศักยภาพสูงมากในการสร้างผลิตภาพ การดึงดูดการลงทุน รวมถึงการสร้างงานที่มีคุณภาพให้แก่คนในประเทศในอนาคตอันใกล้ CEA จึงมุ่งเน้นการยกระดับขีดความสามารถทางเศรษฐกิจควบคู่ไปกับการพัฒนา

นอกจากการยกระดับทางเศรษฐกิจแล้ว CEA ยังให้ความสำคัญกับการส่งเสริมศักยภาพทางกายภาพของเมืองให้มีความพร้อมสำหรับการเติบโตของอุตสาหกรรมสร้างสรรค์อย่างยั่งยืน โดยมุ่งหวังที่จะสร้างผลกระทบเชิงบวกให้กับประเทศผ่านกลยุทธ์การขับเคลื่อนที่ครอบคลุมทั้งในส่วนของ "คน ธุรกิจ และเมือง" เพื่อสร้างรากฐานที่แข็งแกร่ง โดยในปี 2026 CEA ได้กำหนดเป้าหมายในการพัฒนาเมืองต้นแบบผ่านโครงการที่สำคัญ

โครงการที่สำคัญในปี 2026 คือ "โครงการเนรมิตแบรนด์เมืองด้วยความคิดสร้างสรรค์" ซึ่ง CEA ได้ดำเนินการพัฒนาเมืองต้นแบบจำนวน 9 เมือง เพื่อสร้างอัตลักษณ์ที่โดดเด่นและชัดเจนให้กับแต่ละพื้นที่ นอกจากนี้ยังได้ยกระดับศักยภาพของกลุ่มนักขับเคลื่อนเทศกาลท้องถิ่นผ่าน "โครงการพัฒนาผู้ขับเคลื่อนเทศกาลสร้างสรรค์ (FESTIVAL CREATOR 2026)" ซึ่งส่งผลให้เกิดเทศกาลสร้างสรรค์ขึ้นแล้วจำนวน 6 เทศกาลในฐานะแพลตฟอร์มเศรษฐกิจสร้างสรรค์เชิงพื้นที่

การดำเนินงานทั้งหมดนี้มีเป้าหมายสูงสุดคือการเป็นฟันเฟืองสำคัญในการยกระดับเมืองและอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ของไทยให้ก้าวไปสู่การเป็น Creative Nation อย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งการเป็นประเทศสร้างสรรค์จะช่วยสร้างโอกาสใหม่ๆ ให้กับเมืองและผู้ประกอบการในท้องถิ่น รวมถึงสามารถดึงดูดนักลงทุนและนักท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุมโลกให้เข้ามาสัมผัสประสบการณ์ในพื้นที่ได้มากขึ้น จนกลายเป็นจุดหมายปลายทางระดับโลก หรือ Global Destination ที่มีความโดดเด่นและน่าสนใจ

เมื่อพิจารณาถึงความสำคัญของเศรษฐกิจสร้างสรรค์ในปัจจุบัน พบว่ามีมูลค่าสูงถึง 1.7 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็นสัดส่วนถึง 10.8% ของ GVA (Gross Value Added) ของประเทศ ตัวเลขนี้เป็นเครื่องยืนยันที่ชัดเจนว่าเศรษฐกิจสร้างสรรค์ไม่ได้เป็นเพียงแค่ภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับวัฒนธรรมและสังคมเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังเป็นฐานเศรษฐกิจที่มีศักยภาพสูงมากในการเติบโตและสามารถต่อยอดไปสู่ตลาดในระดับโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากมูลค่าทางเศรษฐกิจที่มหาศาลแล้ว ประเทศไทยยังมีบุคลากรที่มีความสามารถสร้างสรรค์กระจายอยู่ทั่วประเทศเกือบ 1 ล้านคน ซึ่งถือเป็นทรัพยากรมนุษย์ที่สำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ให้ก้าวไปข้างหน้า โดยคุณพันธิตรา สินพิบูลย์ ผู้อำนวยการสำนักภาคกลางและกรุงเทพมหานคร สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ได้เปิดเผยข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับความแข็งแกร่งของอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ที่กำลังเติบโตอย่างต่อเนื่องในปัจจุบัน

คุณพันธิตรา สินพิบูลย์ ได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่ากลุ่มธนาคารโลก (World Bank Group) ได้ระบุอย่างชัดเจนว่า "อุตสาหกรรมสร้างสรรค์" หรือ "Creative Industries" คือหนึ่งในอุตสาหกรรมแห่งอนาคตของประเทศไทย (Industries of the Future) ที่มีความได้เปรียบในการแข่งขันสูง และมีศักยภาพในการสร้างผลิตภาพที่โดดเด่น การดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติ รวมถึงการสร้างงานที่มีคุณภาพให้กับคนในประเทศ ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้เศรษฐกิจของไทยเติบโตได้อย่างมั่นคงในระยะยาว

เมื่ออุตสาหกรรมสร้างสรรค์กลายเป็นฟันเฟืองหลักของอุตสาหกรรมใหม่ในประเทศ การพัฒนาเมือง คน และธุรกิจท้องถิ่นจึงกลายเป็นสิ่งจำเป็นพื้นฐานที่ต้องดำเนินการควบคู่กันไปเพื่อให้เกิดความสมบูรณ์ การพัฒนาทั้งสามส่วนนี้ต้องยกระดับไปพร้อมกันเพื่อสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการเติบโตของเศรษฐกิจสร้างสรรค์อย่างแท้จริง เพื่อให้เมืองสามารถนำเอา "Creative Asset" หรือสินทรัพย์สร้างสรรค์ที่มีอยู่มาใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อส่วนรวม

หัวใจสำคัญของการพัฒนาคือการนำอัตลักษณ์ ต้นทุนทางวัฒนธรรม และศักยภาพของนักสร้างสรรค์ในแต่ละพื้นที่มาต่อยอดให้เกิดเป็นผลงานที่จับต้องได้ ไม่ว่าจะเป็นสินค้า บริการ หรือประสบการณ์ที่สะท้อนตัวตนที่แท้จริงของเมืองนั้นๆ ออกมาได้อย่างชัดเจน ขณะเดียวกันการนำเรื่องราวและอัตลักษณ์ของเมืองมาสื่อสารผ่านคอนเทนต์และกิจกรรมสร้างสรรค์ที่หลากหลาย ก็จะสามารถต่อยอดไปสู่โอกาสทางเศรษฐกิจในหลายมิติ ทั้งในด้านการท่องเที่ยว อาหาร แฟชั่น ธุรกิจสร้างสรรค์ และการดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติ

กระบวนการทั้งหมดนี้ดำเนินภายใต้แนวคิดที่ว่า ทุกคนสามารถมีส่วนร่วมในการออกแบบเมืองได้ โดยมุ่งเน้นให้คนในท้องถิ่นต้องเป็นทั้งผู้มีส่วนร่วมและเป็นผู้ได้รับประโยชน์โดยตรงจากการพัฒนาเมือง เพื่อให้การเติบโตของเมืองเกิดขึ้นจากศักยภาพของคนและต้นทุนที่มีอยู่ในพื้นที่อย่างแท้จริง ในส่วนของภารกิจของ CEA นั้นให้ความสำคัญกับการพัฒนาย่านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy District) ด้วยกระบวนการทำงานแบบมีส่วนร่วม (Co-create) โดยเน้นขับเคลื่อนเมืองผ่าน 3 องค์ประกอบหลัก คือ คน ธุรกิจ และพื้นที่

CEA มุ่งหวังที่จะเปลี่ยนเมืองให้กลายเป็นเวทีสร้างสรรค์ (City as a Stage) ที่เปิดกว้างให้ศิลปิน นักออกแบบ ผู้ประกอบการ และชุมชนเข้ามาสร้างสรรค์มูลค่าใหม่ร่วมกัน โดยใช้เทศกาลสร้างสรรค์เป็นเครื่องมือสำคัญในการพัฒนาเมืองและเศรษฐกิจ ซึ่งประกอบด้วยกิจกรรมพัฒนาผู้ขับเคลื่อนเทศกาลสร้างสรรค์ (FESTIVAL CREATOR), โครงการส่งเสริมการจัดเทศกาลสร้างสรรค์นานาชาติประจำภูมิภาค (International Creative Festival) เช่น เทศกาลงานออกแบบเชียงใหม่ เทศกาลงานออกแบบกรุงเทพฯ เทศกาลอีสานสร้างสรรค์ และกิจกรรมเทศกาลสร้างสรรค์เพื่อการพัฒนาย่านสร้างสรรค์สร้างเศรษฐกิจชุมชน (เทศกาลสร้างสรรค์ท้องถิ่น หรือ Local festival)

สำหรับการขับเคลื่อนเมืองผ่านองค์ประกอบของคน CEA ให้ความสำคัญกับการบ่มเพาะศักยภาพของคนในฐานะรากฐานสำคัญของการพัฒนาเมืองผ่านโครงการ FESTIVAL CREATOR 2026 ปีที่ 2 เพื่อให้เกิดเทศกาลที่สอดคล้องกับบริบทพื้นที่และมีความต่อเนื่องในระยะยาว โดยมุ่งเสริมศักยภาพให้เกิดการเปลี่ยนแปลงใน 3 ระดับ คือ ระดับคน ที่มุ่งเน้นการสร้างองค์ความรู้และทักษะการจัดงานแบบมืออาชีพ เพื่อให้ผู้จัดเทศกาลสามารถสร้างอาชีพในบ้านเกิดได้ ระดับเทศกาล ที่ต้องการให้แต่ละงานมีอัตลักษณ์เฉพาะตัวที่ไม่ซ้ำใคร และระดับเมือง ที่มุ่งหวังให้เทศกาลเหล่านั้นกลายเป็นเครื่องมือในการสร้างความโดดเด่นให้แก่พื้นที่อย่างยั่งยืน

CEA เศรษฐกิจสร้างสรรค์ FESTIVALCREATOR CreativeEconomy ThailandCreative