หัวเว่ย คลาวด์ ประกาศความสำเร็จในการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ AI สำหรับองค์กรเต็มรูปแบบ พร้อมเดินหน้าสร้าง Agentic Cloud เพื่อยกระดับโครงสร้างพื้นฐานและระบบนิเวศ AI ให้เติบโตอย่างแข็งแกร่ง

เมื่อวันที่ 18 กันยายน ดร. ปีเตอร์ โจว (Dr. Peter Zhou) กรรมการบริษัทหัวเว่ย และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร หัวเว่ย คลาวด์ ได้ขึ้นกล่าวปาฐกถาอย่างเป็นทางการภายในงาน HUAWEI CONNECT 2026 โดยหัวข้อหลักของการบรรยายคือ “The Agentic Cloud for the Agentic World: Build Together, Grow Together” ซึ่งเป็นการประกาศวิสัยทัศน์ที่สำคัญในการขับเคลื่อนเทคโนโลยีคลาวด์ของหัวเว่ยไปสู่ยุคใหม่ที่เน้นการทำงานของเอเจนต์ AI อย่างเต็มรูปแบบ

ในระหว่างการจัดงานดังกล่าว หัวเว่ย คลาวด์ ได้ประกาศความก้าวหน้าล่าสุดที่สำคัญอย่างยิ่งด้วยการเปิดให้บริการ AI Cluster Service (AICS) รุ่นล่าสุดในระดับสากล การเปิดตัวนี้ถือเป็นก้าวสำคัญเชิงกลยุทธ์ในการเสริมความแข็งแกร่งให้กับโครงสร้างพื้นฐานด้านการประมวลผลบนระบบคลาวด์ขององค์กร โดยมีเป้าหมายหลักเพื่อวางรากฐานที่มั่นคงสำหรับการพัฒนาและใช้งาน Agentic AI ให้มีประสิทธิภาพสูงสุดในอนาคตอันใกล้

นอกจากนี้ หัวเว่ย คลาวด์ ยังได้เผยความคืบหน้าของแพลตฟอร์ม Agentic Model as a Service หรือที่เรียกว่า MaaS ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มที่ถูกออกแบบมาเพื่อรวบรวมโมเดล AI ที่มีความหลากหลายหลากหลายรูปแบบมาไว้ในที่เดียวกัน การรวบรวมนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเร่งการนำความสามารถที่โดดเด่นของโมเดลต่าง ๆ มาให้บริการในวงกว้างได้อย่างรวดเร็วและสะดวกยิ่งขึ้นสำหรับผู้ใช้งานในภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมต่าง ๆ

ในส่วนของ AgentArts ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มเอเจนต์ AI ระดับองค์กรนั้น ปัจจุบันได้มีการให้บริการแก่กลุ่มองค์กรต่าง ๆ ไปแล้วมากกว่า 100 แห่งทั่วโลก ขณะที่โครงการ Industry AI Foundry ได้รวบรวมสินทรัพย์ AI สำหรับอุตสาหกรรมที่หลากหลายไว้มากกว่า 1,000 รายการ และมีโครงการที่นำไปใช้งานจริงในภาคปฏิบัติแล้วกว่า 1,000 โครงการ สะท้อนให้เห็นถึงความสำเร็จในการนำเทคโนโลยีไปประยุกต์ใช้จริงในหลากหลายภาคส่วนอย่างเป็นรูปธรรม

ล่าสุด หัวเว่ย คลาวด์ ได้ดำเนินการขยายขอบเขตการให้บริการด้วยการเพิ่มโซนใหม่ 2 โซนสำคัญ ได้แก่ Smart Government Zone และ AI Hardware Zone การเพิ่มโซนเหล่านี้มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อผลักดันการนำเอเจนต์ AI ไปใช้งานในวงกว้างให้มากขึ้นกว่าเดิม พร้อมทั้งมุ่งเน้นการร่วมสร้างระบบนิเวศ AI บนคลาวด์ให้มีความแข็งแกร่งและยั่งยืน เพื่อรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้นขององค์กรที่ต้องการนำเทคโนโลยีอัจฉริยะมาปรับใช้ในกระบวนการทำงาน

ดร. ปีเตอร์ โจว ได้ให้ทัศนะที่สำคัญเกี่ยวกับยุคของ Agentic โดยระบุว่าในยุคสมัยนี้ บทบาทของโครงสร้างพื้นฐานไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่การจัดสรรพลังประมวลผลพื้นฐานแบบเดิมอีกต่อไป แต่โครงสร้างพื้นฐานยุคใหม่ต้องมีความสามารถในการเพิ่มประสิทธิภาพของทุกโทเคน (Token) ให้ได้มากที่สุด รวมถึงต้องสามารถประสานการทำงานระหว่างทรัพยากรประมวลผลทั่วไปและทรัพยากรประมวลผล AI เข้าด้วยกันได้อย่างไร้รอยต่อ เพื่อให้โมเดลสามารถเรียนรู้ได้อย่างต่อเนื่อง

หัวใจสำคัญอีกประการหนึ่งที่ ดร. ปีเตอร์ โจว เน้นย้ำคือ การทำให้เอเจนต์ AI สามารถทำงานในสภาพแวดล้อมการใช้งานจริงได้อย่างปลอดภัยและมีความน่าเชื่อถือสูง ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญสำหรับองค์กรขนาดใหญ่ ด้วยเหตุนี้ หัวเว่ย คลาวด์ จึงได้พัฒนา Agentic Infra ขึ้นมาเป็นแนวทางโครงสร้างพื้นฐานรูปแบบใหม่ที่ถูกออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ความต้องการเหล่านี้โดยเฉพาะ โดยมุ่งเน้นไปที่การสร้างความมั่นใจในการใช้งานจริงในระดับองค์กร

โครงสร้างพื้นฐาน Agentic Infra ที่หัวเว่ย คลาวด์ พัฒนาขึ้นนั้น มุ่งเน้นไปที่ 4 องค์ประกอบหลักที่สำคัญ ได้แก่ การเพิ่มประสิทธิภาพการประมวลผลในระดับโทเคน การยกระดับความสามารถด้านหน่วยความจำ การจัดสรรและบริหารจัดการทรัพยากรประมวลผลทั่วไปและ AI ให้เป็นหนึ่งเดียวกัน และการทำงานแบบอัตโนมัติที่ปลอดภัย ซึ่งปัจจุบันระบบ Agentic Infra นี้ได้รับการตอบรับอย่างดีเยี่ยมและให้บริการแก่ลูกค้าไปแล้วมากกว่า 3,500 รายทั่วโลก

สำหรับบริการ AI Cluster Service (AICS) รุ่นล่าสุดที่เปิดตัวนั้น มาพร้อมกับกลไกการกู้คืนระบบที่รวดเร็วถึง 5 ระดับ และมีความสามารถในการตรวจสอบสถานะการทำงานของระบบได้ตลอดทั้งกระบวนการ ซึ่งช่วยให้การฝึกโมเดลบนคลาวด์มีความเสถียรและต่อเนื่องได้ยาวนานกว่า 40 วัน นอกจากนี้ ระบบยังมีความสามารถพิเศษในการกู้คืนจากความขัดข้องที่เกิดขึ้นได้ภายในเวลาเพียง 10 นาทีเท่านั้น ทำให้มั่นใจได้ในความต่อเนื่องของการทำงาน

ความโดดเด่นของ AICS รุ่นล่าสุดยังรวมถึงการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานร่วมกันในหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นการจัดสรรทรัพยากร การจัดการแคช และการปรับปรุงอัลกอริทึม ซึ่งส่งผลให้สามารถประมวลผลโทเคนได้สูงกว่าบริการประมวลผลรุ่นก่อนหน้าถึง 20% โดยมีการกำหนดแผนการเปิดให้บริการเชิงพาณิชย์อย่างชัดเจน โดยจะเริ่มให้บริการในประเทศจีนตั้งแต่วันที่ 30 กันยายน และจะเริ่มเปิดให้บริการในตลาดนอกประเทศจีนตั้งแต่วันที่ 30 พฤศจิกายน เป็นต้นไป

ในส่วนของโซลูชัน Context Memory Storage (CMS) ถูกออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์เฉพาะของเอเจนต์ AI ที่ต้องปฏิบัติงานต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน โดยเน้นทั้งในด้านความจุของหน่วยความจำและประสิทธิภาพในการเข้าถึงข้อมูลที่รวดเร็ว ระบบนี้รองรับพื้นที่หน่วยความจำระดับเพตะไบต์ ซึ่งมีความจุสูงเป็นสองเท่าของผลิตภัณฑ์ในระดับเดียวกันในอุตสาหกรรม และยังรองรับการอ่านข้อมูลหน่วยความจำความเร็วสูงในระดับเทราไบต์ โดยมีประสิทธิภาพที่สูงกว่าผลิตภัณฑ์ที่เทียบเคียงกันในอุตสาหกรรมถึง 50%

สุดท้ายคือ Agentic MaaS ที่รวบรวมโมเดล AI หลากหลายไว้ในที่เดียว ช่วยให้นักพัฒนาสามารถเรียกใช้โมเดลระดับแนวหน้า (SOTA) จากผู้ให้บริการชั้นนำได้ในคลิกเดียวโดยไม่ต้องติดตั้งเอง ภายในงาน MiniMax ยังได้สาธิตโมเดลมัลติโหมดขั้นสูงที่ทำงานร่วมกับหัวเว่ย คลาวด์ เพื่อเปิดกว้างการเข้าถึงความสามารถมัลติโหมดที่ล้ำสมัย นอกจากนี้ยังมีการเปิดให้เข้าถึงทรัพยากร Model Context Protocol (MCP) ทั้งแบบทั่วไปกว่า 5,000 รายการ และแบบเฉพาะทางกว่า 1,000 รายการ เพื่อให้องค์กรพัฒนาและบริหารจัดการเอเจนต์ AI ได้ง่ายขึ้น

แพลตฟอร์มเอเจนต์ AI ของหัวเว่ย คลาวด์ ได้รับการพัฒนาบนพื้นฐานของ AgentArts และ openJiuwen เวอร์ชันโอเพนซอร์ส ซึ่งปัจจุบันให้บริการลูกค้ามากกว่า 100 ราย ครอบคลุมทั้งหน่วยงานภาครัฐ องค์กรธุรกิจ และสถาบันการศึกษา เช่น รัฐบาลเขตหลงกั่ง เมืองเซินเจิ้น, การไฟฟ้าไชน่า เซาเทิร์น พาวเวอร์ กริด, ห้องปฏิบัติการกว่างโจว, มหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศจีน, Kingsoft Office, Sichuan Yingu Carbon Sink Renewable Resources Co., Ltd., Changsha Thunder Cloud Network Technology Co., Ltd. และ KingMed Diagnostics

HuaweiCloud AgenticCloud AICS AgentArts MaaS