SCB WEALTH ร่วมกับ ฮั่วเซ่งเฮง, SCB FM และ SCB CIO จัดสัมมนา Exclusive Investment Talk วิเคราะห์ทิศทางราคาทองคำโลกที่อาจพุ่งสูงถึง 5,000 USD ต่อออนซ์จากการหนุนของธนาคารกลางทั่วโลก

SCB WEALTH ได้ร่วมมือกับพันธมิตรสำคัญอย่าง ฮั่วเซ่งเฮง, SCB FM และ SCB CIO จัดงานสัมมนาพิเศษในรูปแบบ Exclusive Investment Talk ภายใต้หัวข้อที่น่าสนใจอย่าง “The New Gold Playbook อ่านเกมทองคำ ดอลลาร์ และโอกาสการลงทุนยุค Digital Wealth” เพื่อถ่ายทอดมุมมองเชิงลึกเกี่ยวกับทิศทางของราคาทองคำในตลาดโลก รวมถึงความเคลื่อนไหวของค่าเงินดอลลาร์ และโอกาสใหม่ๆ ในการลงทุนสำหรับยุคสมัยของ Digital Wealth ที่กำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว

จากการวิเคราะห์ของทาง ฮั่วเซ่งเฮง พบข้อมูลที่น่าสนใจว่าในช่วงระยะเวลา 20 ปีที่ผ่านมา ราคาทองคำมีการปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดถึง 8 เท่า ซึ่งปรากฏการณ์นี้เป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของตลาดอย่างมีนัยสำคัญ โดยเปลี่ยนจากเดิมที่ขับเคลื่อนโดยภาคธุรกิจเครื่องประดับและนักลงทุนรายย่อย มาเป็นการขับเคลื่อนโดยกองทุน ETF ทองคำ และธนาคารกลางทั่วโลก ซึ่งกลายเป็นผู้เล่นหลักในการกำหนดทิศทางของตลาดทองคำในปัจจุบัน

จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นหลังจากที่กองทุน ETF ทองคำอย่าง SPDR Gold Shares ได้ถูกก่อตั้งขึ้นในปี 2547 ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในเชิงโครงสร้างการลงทุนอย่างชัดเจน ขณะที่ธนาคารกลางทั่วโลกเริ่มมีทิศทางในการซื้อทองคำสุทธิอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2553 เป็นต้นมา โดยเฉพาะในช่วงปี 2565-2567 ที่มีการซื้อทองคำรวมกันทั้งปีมากกว่า 1,000 ตัน สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นในสินทรัพย์ปลอดภัยที่เพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่องในระดับสากล

นอกจากนี้ยังพบข้อมูลความต้องการทองคำที่พุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ในปี 2568 จากแรงซื้อของนักลงทุนรายย่อยที่เกิดความกังวลว่าจะพลาดโอกาสสำคัญหรือที่เรียกว่า Fear of Missing Out (FOMO) จนทำให้ความต้องการทองคำพุ่งสูงถึงระดับ 5,000 ตัน ในขณะที่ในปี 2569 ราคาทองคำในตลาดโลกมีความผันผวนสูงและเคยทำระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 5,595 ดอลลาร์สหรัฐฯ (USD) ต่อออนซ์ในช่วงเดือนมกราคม ก่อนจะมีการปรับตัวลดลงในช่วงเดือนมีนาคมถึงมิถุนายนเนื่องจากผลกระทบจากสงครามอิหร่าน

ผลกระทบจากสงครามอิหร่านส่งผลให้ความต้องการถือครองเงินสดเพิ่มสูงขึ้น รวมถึงแรงกดดันจากราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวสูงขึ้นส่งผลให้เกิดภาวะเงินเฟ้อเร่งตัว จนทำให้ตลาดเกิดความกังวลว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) จะต้องเร่งดำเนินการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อควบคุมสถานการณ์ อย่างไรก็ตาม ราคาทองคำได้กลับมาเคลื่อนไหวในทิศทางขาขึ้นอีกครั้งในช่วงเดือนกรกฎาคมและสิงหาคม โดยคาดการณ์ว่าในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 ราคาทองคำในตลาดโลกจะมีโอกาสปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ปัจจัยสำคัญที่สนับสนุนให้ราคาทองคำปรับตัวสูงขึ้นประกอบด้วยทิศทางของอัตราเงินเฟ้อที่ผ่านจุดสูงสุดไปแล้ว การกลับเข้ามาลงทุนของกลุ่มนักลงทุน และสัญญาณที่ได้รับจากปัจจัยทางเทคนิค โดยมี 5 ประเด็นหลักที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด ได้แก่ ทิศทางอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางชั้นนำทั่วโลก, สถานการณ์สงครามในอิหร่าน, ทิศทางการไหลเข้าออกของเงินลงทุน, การเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ และที่สำคัญที่สุดคือแรงซื้อทองคำจากธนาคารกลางทั่วโลกเพื่อลดสัดส่วนการถือครองสกุลเงิน USD

จากการประเมินของทาง ฮั่วเซ่งเฮง พบว่าเป้าหมายราคาทองคำโลกในช่วงปลายปีนี้มีโอกาสแตะระดับ 5,000 USD ต่อออนซ์ ในขณะที่สำหรับราคาทองคำในประเทศไทยคาดการณ์ว่าจะอยู่ในช่วง 75,000-75,700 บาทต่อบาททองคำ ภายใต้สมมติฐานอัตราแลกเปลี่ยนที่ 31.70-32.00 บาทต่อ USD สำหรับกลยุทธ์การลงทุนนั้น หากราคาทองคำมีการอ่อนตัวลงจนแตะระดับ 4,200 USD ต่อออนซ์ จะถือเป็นจุดที่น่าสนใจสำหรับการสะสมเพื่อการลงทุนในระยะยาวสำหรับนักลงทุนที่ต้องการกระจายความเสี่ยง

ในส่วนของความเห็นจาก SCB FM ระบุว่าในระยะสั้นราคาทองคำอาจเผชิญกับแรงกดดันจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (Bond Yield) สหรัฐฯ ที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว เนื่องจากความกังวลต่อสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่กดดันให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงเกิน 100 USD ต่อบาร์เรล ซึ่งเป็นปัจจัยที่อาจทำให้ Fed ตัดสินใจปรับขึ้นดอกเบี้ย ส่งผลให้ค่าเงิน USD แข็งค่าขึ้น ซึ่งโดยปกติแล้วราคาทองคำมักจะเคลื่อนไหวในทิศทางตรงกันข้ามกับทั้ง Bond Yield และค่าเงิน USD อย่างไรก็ตาม หากตลาดประเมินว่าสงครามจะจบลงในระยะเวลาอันสั้น ราคาทองคำก็ยังมีโอกาสที่จะปรับตัวขึ้นต่อไปได้

สำหรับการสำรวจความต้องการซื้อทองคำในช่วงที่ผ่านมา พบว่าธนาคารกลางจีนยังคงมีทิศทางการซื้ออย่างต่อเนื่องแม้ในช่วงที่สถานการณ์สงครามมีความรุนแรงและปริมาณการซื้อจากกองทุนรวม ETF ทองคำลดลง ขณะที่ธนาคารกลางในบางประเทศที่เผชิญกับภาวะสงครามไม่ได้เลือกซื้อทองคำเพื่อสะสมไว้ในประเทศเพียงอย่างเดียว แต่มีการกระจายความเสี่ยงด้วยการนำทองคำไปฝากไว้ในประเทศอื่นด้วย โดยเฉพาะในประเทศอังกฤษที่มีสัญญาณการฝากทองคำเพิ่มมากขึ้น ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่สนับสนุนให้ราคาทองคำมีความแข็งแกร่งในระยะยาว

ทาง SCB FM ได้ให้มุมมองเพิ่มเติมเกี่ยวกับทิศทางราคาทองคำในอนาคตว่ามีโอกาสปรับตัวขึ้นได้ในช่วงปลายปี 2569 ถึงต้นปี 2570 โดยคาดการณ์ว่าราคาทองคำในตลาดโลกในช่วงปลายปีนี้อาจแตะระดับ 4,900-5,000 USD ต่อออนซ์ และในปี 2570 มีโอกาสที่จะปรับตัวขึ้นไปสูงกว่าระดับ 5,000 USD ต่อออนซ์ โดยคาดการณ์ปริมาณการซื้อสุทธิของธนาคารกลางทั่วโลกในปีนี้จะอยู่ที่ 50 ตันต่อเดือน และในปี 2570 คาดว่าจะอยู่ที่ 40 ตันต่อเดือน แม้ว่าหากเงินเฟ้อเร่งตัวมากกว่าที่คาดอาจทำให้ Fed ต้องปรับขึ้นดอกเบี้ยในไตรมาสที่ 4 ซึ่งอาจกดดันให้ราคาทองคำย่อตัวลงได้ในระยะสั้น

ด้านความเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทนั้น มักจะมีความสัมพันธ์ในทิศทางเดียวกับราคาทองคำ โดยคาดการณ์ว่าในช่วงปลายปีนี้ ค่าเงินบาทมีโอกาสเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบ 32.80-33.80 บาทต่อ USD ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อการคำนวณราคาทองคำในประเทศ โดยทาง SCB FM เน้นย้ำถึงความสำคัญของการติดตามสถานการณ์โลกอย่างใกล้ชิดเพื่อปรับกลยุทธ์การลงทุนให้สอดคล้องกับสภาวะตลาดที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วและมีความผันผวนสูงจากปัจจัยภายนอกที่หลากหลาย

สำหรับช่องทางการลงทุนในยุคใหม่ SCB CIO ได้แนะนำ 4 ทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับการลงทุนในทองคำผ่านกองทุนรวมต่างๆ ได้แก่ SCBGOLD, SCBGOLDH และ SCBUSDGOLD ซึ่งมีความเสี่ยงระดับ 8 เพื่อรองรับสไตล์การลงทุนที่แตกต่างกันของนักลงทุนแต่ละกลุ่ม นอกจากนี้ยังมีช่องทางใหม่ที่น่าสนใจอย่าง SCB Gold Marketplace ซึ่งเปิดโอกาสให้นักลงทุนสามารถซื้อขายทองคำในสกุลเงิน USD ได้โดยตรงผ่านช่องทางออนไลน์ของ SCB Easy เพื่อเพิ่มความสะดวกสบายในการเข้าถึงสินทรัพย์ทองคำในรูปแบบใหม่ที่ตอบโจทย์การลงทุนในยุคดิจิทัลอย่างแท้จริง

สรุปภาพรวมของการสัมมนาในครั้งนี้คือการเน้นย้ำถึงความสำคัญของทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยที่ยังคงมีความต้องการสูงจากทั้งธนาคารกลางและนักลงทุนรายย่อยทั่วโลก โดยมีปัจจัยหนุนทั้งจากสภาวะเงินเฟ้อ ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ และการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างตลาดการเงินโลก นักลงทุนจึงควรพิจารณาหาจังหวะในการทยอยสะสมทองคำอย่างเหมาะสม โดยสามารถเลือกใช้เครื่องมือและช่องทางที่หลากหลายเพื่อสร้างพอร์ตการลงทุนที่แข็งแกร่งและสอดคล้องกับเป้าหมายของตนเองในระยะยาว

SCBWEALTH ฮั่วเซ่งเฮง SCBFM SCBCIO GoldInvestment