กลุ่มเซ็นทรัลเปิดตัวแคมเปญ Central Group Love the Earth – Zero Waste มุ่งเน้นการจัดการทรัพยากรอย่างคุ้มค่าและลดการปล่อยของเสียสู่หลุมฝังกลบผ่านความร่วมมือของทุกภาคส่วนในเครือ
กลุ่มเซ็นทรัลประกาศความมุ่งมั่นในการเปลี่ยนพลังของธุรกิจที่หลากหลายให้กลายเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนเพื่อโลก โดยการนำศักยภาพของธุรกิจในเครือมาบูรณาการร่วมกันเพื่อสร้างการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าที่สุด ภายใต้แคมเปญหลักอย่าง Central Group Love the Earth – Zero Waste ซึ่งถือเป็นกลยุทธ์สำคัญในการเชื่อมโยงการดำเนินธุรกิจเข้ากับความร่วมมือของทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มลูกค้า ร้านค้า พนักงาน คู่ค้า พันธมิตร ตลอดจนชุมชนโดยรอบ เพื่อร่วมกันเปลี่ยนวิธีคิดในการใช้ทรัพยากรและการจัดการของเสียตลอดเส้นทางอย่างเป็นระบบ
หัวใจสำคัญของการขับเคลื่อนในครั้งนี้คือการมุ่งเน้นไปที่การลดการสูญเสียทรัพยากรที่มีค่า และการเพิ่มโอกาสในการหมุนเวียนทรัพยากรเหล่านั้นกลับมาใช้ประโยชน์ใหม่อย่างต่อเนื่อง โดยเริ่มตั้งแต่กระบวนการลดการใช้ก่อนที่จะเกิดเป็นขยะ การคัดแยกขยะอย่างถูกต้องตามประเภท และการส่งต่อวัสดุต่างๆ เข้าสู่กระบวนการที่เหมาะสม ไม่ว่าจะเป็นการนำกลับมาใช้ซ้ำ การรีไซเคิล หรือการอัปไซเคิล เพื่อลดปริมาณของเสียที่ต้องนำไปกำจัดและฝังกลบให้เหลือน้อยที่สุด โดยมุ่งหวังให้การจัดการทรัพยากรและของเสียกลายเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนและต่อเนื่องในทุกมิติ
เพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ กลุ่มเซ็นทรัลได้กำหนดแนวทางการทำงานหลักออกเป็น 4 ด้านสำคัญ ได้แก่ Food Surplus & Food Waste, Reduce Plastic & Packaging, Sort Waste Right และ Turn Waste into Value ซึ่งแต่ละแนวทางถูกออกแบบมาเพื่อให้ทุกธุรกิจและผู้มีส่วนร่วมในระบบนิเวศ (Ecosystem) สามารถร่วมขับเคลื่อนไปสู่เป้าหมายเดียวกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ การดำเนินงานเหล่านี้จะช่วยยกระดับการใช้ทรัพยากรให้มีประสิทธิภาพสูงสุด สนับสนุนการหมุนเวียนทรัพยากรในระยะยาว และเดินหน้าสู่เป้าหมาย Zero Waste to Landfill ด้วยพลังความร่วมมือจากทุกภาคส่วนอย่างเป็นรูปธรรม

ในส่วนของแนวทางที่ 1 คือ Food Surplus & Food Waste ซึ่งมุ่งเน้นการป้องกันการเกิดขยะอาหารตั้งแต่ต้นทาง เพื่อลดปริมาณอาหารเหลือทิ้งและส่งต่อคุณค่าของอาหารให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยกลุ่มเซ็นทรัลให้ความสำคัญกับการจัดการอาหารผ่าน 3 กลยุทธ์หลัก ได้แก่ Prevention หรือการป้องกันการเกิดขยะอาหารตั้งแต่จุดเริ่มต้น, Recovery หรือการส่งต่ออาหารส่วนเกินที่ยังสามารถรับประทานได้ให้เกิดประโยชน์ และ Conversion ซึ่งเป็นการนำขยะอาหารที่ไม่สามารถบริโภคต่อได้แล้วกลับมาใช้ประโยชน์ในรูปแบบอื่นๆ เพื่อให้การจัดการครอบคลุมตั้งแต่ก่อนเกิดขยะไปจนถึงการนำกลับมาใช้ประโยชน์ใหม่ในขั้นตอนสุดท้าย
สำหรับการดำเนินงานในส่วนของ Prevention หรือการป้องกันตั้งแต่ต้นทางนั้น ท็อปส์ (Tops) ได้นำระบบ AI-powered Smart Way เข้ามาประยุกต์ใช้ในการตรวจสอบสินค้าที่ใกล้จะหมดอายุ ซึ่งระบบดังกล่าวช่วยให้การบริหารจัดการสินค้าและการวางแผนสั่งซื้อมีความแม่นยำสูงขึ้นอย่างมาก ในขณะเดียวกัน บริษัท โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา จำกัด (มหาชน) (CHR) ได้นำการวางแผนบุฟเฟต์ตามจำนวนผู้เข้าพักจริงมาใช้ พร้อมทั้งใช้ระบบบริหารสินค้าคงคลังแบบ FIFO และ FEFO เพื่อลดปัญหาการมีสินค้าค้างสต็อกและการสูญเสียของสินค้าที่อาจเกิดขึ้น

นอกจากนี้ในส่วนของโรงแรมในเครือ CHR ยังมีการดำเนินโครงการ “NO Bin Day” ภายในห้องอาหารสำหรับพนักงาน ซึ่งเป็นการออกแบบกระบวนการทำงานใหม่ตั้งแต่ขั้นตอนการเตรียมอาหารไปจนถึงขั้นตอนการรับประทานอาหารจริง จนสามารถบันทึกปริมาณขยะอาหารให้เป็นศูนย์ได้ในวันที่จัดกิจกรรม และในปัจจุบันได้มีโรงแรมในเครือจำนวน 16 แห่งที่นำแนวทางนี้ไปปรับใช้จริงในพื้นที่ของตนเอง ส่วนในด้านของ Recovery หรือการส่งต่ออาหารที่ยังรับประทานได้ ท็อปส์ (Tops) ได้ดำเนินโครงการ “Food For Good Deed อาหารปันสุข” ร่วมกับ SOS Thailand อย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 7 ซึ่งสามารถส่งต่ออาหารส่วนเกินได้แล้วกว่า 2.1 ล้านกิโลกรัม หรือคิดเป็นจำนวนมื้ออาหารมากกว่า 9 ล้านมื้อ
ท็อปส์ (Tops) ยังได้สร้างการมีส่วนร่วมกับลูกค้าผ่านแคมเปญ “Food Hero, Taste not Waste” โดยการนำสินค้าที่ใกล้หมดอายุแต่ยังมีคุณภาพดีอยู่มาจำหน่ายในราคาพิเศษลดลง 30–50% ขณะที่ โก โฮลเซลล์ (GO WHOLESALE) ได้ร่วมมือกับ SOS, VV Share และเครือข่ายในพื้นที่ เพื่อส่งมอบอาหารส่วนเกินที่ยังรับประทานได้กว่า 80 ตัน หรือคิดเป็นจำนวนมื้ออาหารประมาณ 334,000 มื้อ สำหรับด้าน เซ็นทรัล เรสตอรองส์ กรุ๊ป (CRG) ก็ได้เดินหน้าโครงการ CRG Surplus Food โดย Mister Donut ได้ร่วมกับ SOS Thailand และ VV Share ในการส่งต่อโดนัทส่วนเกินให้แก่ชุมชนและกลุ่มผู้ขาดแคลนอาหาร โดยในปี 2568 สามารถส่งต่อโดนัทได้ถึง 796,549 ชิ้น หรือประมาณ 223,034 มื้อ และสามารถลดขยะอาหารก่อนเข้าสู่หลุมฝังกลบได้กว่า 53,103 กิโลกรัม

ในส่วนของ บริษัท โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา จำกัด (มหาชน) (CHR) ในปี 2568 สามารถดำเนินการบริจาคอาหารส่วนเกินได้จำนวน 27,626.16 กิโลกรัม หรือคิดเป็นจำนวนมื้ออาหารประมาณ 116,030 มื้อ ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวสามารถช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ประมาณ 69.89 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า และสำหรับแนวทางสุดท้ายของกลุ่มอาหารคือ Conversion ซึ่งเป็นการนำขยะอาหารที่ไม่สามารถบริโภคต่อได้แล้วเข้าสู่กระบวนการจัดการที่เหมาะสม เช่น การนำไปผลิตเป็นอาหารสัตว์ การทำปุ๋ย หรือการเปลี่ยนเป็นพลังงาน เพื่อให้ขยะอาหารเหล่านั้นมีปลายทางที่สร้างประโยชน์ได้จริง และลดปริมาณขยะที่ต้องเข้าสู่กระบวนการกำจัดและการฝังกลบลงอย่างมีนัยสำคัญ
สำหรับแนวทางที่ 2 คือ Reduce Plastic & Packaging ซึ่งมุ่งเน้นการลดการใช้พลาสติกและบรรจุภัณฑ์ก่อนที่จะเกิดเป็นขยะ โดยไม่ได้หมายถึงเพียงแค่การลดปริมาณการใช้ให้ลดน้อยลงเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงการตั้งคำถามตั้งแต่ขั้นตอนเริ่มต้นว่า วัสดุที่เลือกนำมาใช้นั้นมีความจำเป็นเพียงใด และเมื่อสิ้นสุดอายุการใช้งานแล้ว วัสดุเหล่านั้นจะสามารถนำไปใช้ประโยชน์ต่อได้อย่างไรบ้าง เพื่อสร้างวงจรการหมุนเวียนของวัสดุให้ยาวนานที่สุดและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากการใช้พลาสติกแบบครั้งเดียวทิ้งหรือบรรจุภัณฑ์ที่ไม่สามารถนำกลับมาหมุนเวียนใช้ใหม่ได้

ในส่วนของ ไทวัสดุ (Thai Watsadu) ได้ร่วมมือกับพันธมิตรในการพัฒนา “ตาข่ายคลุมพาเลท” เพื่อนำมาใช้ทดแทนการใช้ฟิล์มพลาสติกในกระบวนการขนส่ง ซึ่งสามารถลดการใช้ฟิล์มพลาสติกได้มากกว่า 12 ตันต่อปี นอกจากนี้ยังมีการพัฒนา “Extra Roll Cage” สำหรับรองรับสินค้าที่มีความยาวเป็นพิเศษ ซึ่งนวัตกรรมนี้ไม่เพียงแต่ช่วยลดการใช้ฟิล์มพลาสติกได้เท่านั้น แต่ยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้พื้นที่ในการจัดเก็บ และสามารถช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในด้านการขนส่งได้สูงถึงประมาณ 20.4 ล้านบาทต่อปี ถือเป็นการลดการใช้ทรัพยากรที่สิ้นเปลืองและเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจไปพร้อมกัน
ด้าน เซ็นทรัล มาร์เก็ตติ้ง กรุ๊ป (CMG) ได้ดำเนินการปรับเปลี่ยนวัสดุที่ใช้ในการผลิตสื่อประชาสัมพันธ์ จากเดิมที่ใช้ PP Board เปลี่ยนมาเป็น Honeycomb Paper ซึ่งมีคุณสมบัติเด่นคือมีน้ำหนักเบาและสามารถนำกลับไปรีไซเคิลได้ง่ายกว่า การเปลี่ยนแปลงนี้ช่วยลดการใช้ PP Board ลงได้รวมทั้งสิ้น 410 ตารางเมตร และยังสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ประมาณ 1.16 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ซึ่งเป็นการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากการผลิตสื่อในแต่ละขั้นตอนอย่างเป็นรูปธรรม

สำหรับ บีทูเอส (B2S) ได้ดำเนินการปรับเปลี่ยนวัสดุที่ใช้ในสื่อประชาสัมพันธ์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น Standee หรือ POP ให้เป็นวัสดุที่เหมาะสมและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น เพื่อลดการสร้างขยะจากการสื่อสารการตลาด โดยมุ่งเน้นการเลือกใช้วัสดุที่สามารถนำกลับมาหมุนเวียนหรือรีไซเคิลได้ง่ายขึ้น เพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมายการลดการใช้พลาสติกและบรรจุภัณฑ์ที่เกินความจำเป็น และสร้างความยั่งยืนให้เกิดขึ้นในทุกขั้นตอนของการดำเนินธุรกิจภายใต้แนวคิดการลดการใช้ก่อนเกิดขยะและการออกแบบทางเลือกที่หมุนเวียนกลับมาใช้ได้จริง








CentralGroup ZeroWasteToLandfill Sustainability FoodWaste ReducePlastic