มาห์เล และ โรเด้อร์ แอนด์ ชวาร์ส ผนึกกำลังร่วมกันพัฒนาแอปพลิเคชันทางเทคนิคเพื่อทดสอบเซนเซอร์ของระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ขั้นสูง (ADAS) หลังการซ่อมแซม เพื่อสร้างมาตรฐานความปลอดภัยใหม่ในอุตสาหกรรมยานยนต์
สองกลุ่มบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำระดับโลกอย่าง มาห์เล (MAHLE) และ โรเด้อร์ แอนด์ ชวาร์ส (Rohde & Schwarz) ได้ประกาศความร่วมมือครั้งสำคัญในการพัฒนาแอปพลิเคชันทางเทคนิคสำหรับการทดสอบเซนเซอร์ของระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ขั้นสูง หรือที่เรียกว่าระบบ ADAS (Advanced Driver Assistance Systems) โดยมุ่งเน้นไปที่การตรวจสอบความถูกต้องของระบบหลังจากที่รถยนต์ผ่านกระบวนการซ่อมแซมมาแล้ว ซึ่งถือเป็นนวัตกรรมครั้งแรกของอุตสาหกรรมที่สามารถให้ผลการทดสอบที่มีความแม่นยำและมีความน่าเชื่อถือสูง

หัวใจสำคัญของแพลตฟอร์มใหม่ที่เกิดจากความร่วมมือในครั้งนี้คือการผสานรวมความสามารถของเครื่องมือระดับสูงเข้าด้วยกัน โดยใช้ระบบวิเคราะห์ TechPRO® Digital ADAS 2.0 Extra จากฝั่งของมาห์เล ไลฟ์ไซเคิล แอนด์ โมบิลิตี้ (MAHLE Lifecycle and Mobility) มาเป็นฐานหลักในการวิเคราะห์ข้อมูล และได้รับการยกระดับประสิทธิภาพการทำงานให้สูงขึ้นด้วยการรวมเข้ากับเครื่องทดสอบเรดาร์ R&S® RadEsT จากทางโรเด้อร์ แอนด์ ชวาร์ส ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญที่มีชื่อเสียงระดับโลกในด้านเทคโนโลยีการวัดและการสื่อสารทางอิเล็กทรอนิกส์ที่มีความแม่นยำสูง
ที่ผ่านมาอุตสาหกรรมยานยนต์เผชิญกับความท้าทายสำคัญคือการขาดแคลนกระบวนการวัดที่เป็นมาตรฐานสากลสำหรับการทดสอบเซนเซอร์ ADAS หลังจากที่รถยนต์เกิดอุบัติเหตุหรือผ่านการซ่อมแซม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในขั้นตอนการซ่อมแซมชิ้นส่วนตัวถังรถยนต์ที่อาจส่งผลกระทบต่อการติดตั้งและการทำงานของเซนเซอร์ ด้วยเหตุนี้ การพัฒนานวัตกรรมร่วมกันระหว่างมาห์เล และโรเด้อร์ แอนด์ ชวาร์ส จึงเข้ามามีบทบาทสำคัญในการช่วยอุดช่องว่างและแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นในกระบวนการซ่อมบำรุงยานยนต์ยุคใหม่ได้อย่างตรงจุด

ระบบที่ถูกพัฒนาขึ้นใหม่นี้ถูกออกแบบมาให้ตอบโจทย์การใช้งานที่หลากหลายและครอบคลุมกลุ่มผู้ใช้งานในอุตสาหกรรมยานยนต์อย่างกว้างขวาง ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มอู่ซ่อมรถยนต์ที่ต้องการความแม่นยำในการตรวจสอบหลังการซ่อมแซม ศูนย์บริการรถยนต์ที่ต้องการมาตรฐานการทดสอบที่เชื่อถือได้ รวมถึงกลุ่มผู้ผลิตรถยนต์ที่ต้องการตรวจสอบคุณภาพการผลิต ตลอดจนบริษัทประกันภัย หน่วยงานราชการ และองค์กรตรวจสภาพรถยนต์ที่ต้องการเครื่องมือที่มีมาตรฐานในการรับรองความปลอดภัยของรถยนต์ก่อนส่งมอบหรือใช้งานต่อ
นอกจากความสามารถในการตรวจสอบหลังการซ่อมแซมแล้ว ในอนาคตแอปพลิเคชันนี้ยังถูกออกแบบมาให้รองรับการใช้งานที่หลากหลายขึ้น โดยสามารถนำไปใช้ในการตรวจสอบเซนเซอร์ ADAS ในขณะที่รถจอดนิ่งได้อีกด้วย ซึ่งจะกลายเป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญของการตรวจสภาพรถยนต์ตามระยะ (Periodic Inspection) เพื่อให้มั่นใจว่าระบบความปลอดภัยอัจฉริยะของรถยนต์ยังคงทำงานได้อย่างสมบูรณ์อยู่เสมอ โดยนวัตกรรมที่เกิดจากความร่วมมือของทั้งสองบริษัทนี้ได้มีการเปิดตัวครั้งแรกของโลกอย่างเป็นทางการที่งาน TÜV MobiCon 2026 ณ กรุงเบอร์ลิน เมื่อวันที่ 11 มิถุนายนที่ผ่านมา
เฟลิกซ์-แมทเทียส วอลเทอร์ (Felix-Matthias Walter) ผู้อำนวยการฝ่ายโซลูชันการบริการของมาห์เล ไลฟ์ไซเคิล แอนด์ โมบิลิตี้ ได้กล่าวถึงความสำคัญของนวัตกรรมนี้ว่า จะเป็นการยกระดับระบบช่วยขับขี่อัจฉริยะไปอีกขั้นหนึ่ง เนื่องจากเป็นครั้งแรกที่สามารถตรวจวัด ติดตาม และกำหนดมาตรฐานการทำงานของระบบเหล่านี้ภายหลังการซ่อมแซมได้อย่างชัดเจน โดยเน้นย้ำว่านี่ไม่ใช่เพียงแค่ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังเป็นก้าวสำคัญที่ช่วยเพิ่มทั้งความปลอดภัย ความโปร่งใส และความน่าเชื่อถือให้กับระบบนิเวศการเดินทางทั้งหมดในปัจจุบัน
ทางด้าน แมทเทียส เบียร์ (Matthias Beer) ผู้อำนวยการฝ่ายผลิตภัณฑ์เซนเซอร์รับภาพของโรเด้อร์ แอนด์ ชวาร์ส ได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับความสำคัญของเทคโนโลยีนี้ โดยระบุว่านี่คือหมุดหมายสำคัญสำหรับความปลอดภัยในยานยนต์ เนื่องจากเทคโนโลยีการวัดเรดาร์ของทางโรเด้อร์ แอนด์ ชวาร์ส นั้นได้รับการยอมรับและนำไปใช้งานในกระบวนการพัฒนาและผลิตรถยนต์อยู่ทั่วโลกแล้ว และในวันนี้การร่วมมือกับมาห์เลจะช่วยนำเทคโนโลยีการวัดที่มีความแม่นยำสูงระดับนี้มาปรับใช้ให้เข้าถึงอู่ซ่อมรถโดยตรง เพื่อยกระดับมาตรฐานการซ่อมบำรุงให้สูงขึ้น
ในส่วนของเครื่องมือวิเคราะห์ TechPRO® Digital ADAS 2.0 Extra จากทางมาห์เลนั้น มาพร้อมกับคุณสมบัติที่โดดเด่นคือการมีเซนเซอร์อัลตราโซนิกในตัว ซึ่งช่วยให้สามารถกะตำแหน่งการจัดวางชิ้นส่วนได้อย่างแม่นยำโดยตรงจากภายในห้องโดยสาร นอกจากนี้ยังมีระบบการระบุหมายเลขตัวถังได้โดยอัตโนมัติ การวัดระยะทางด้วยเลเซอร์ และระบบปรับเป้าหมายด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า ซึ่งองค์ประกอบเหล่านี้ล้วนช่วยให้กระบวนการวิเคราะห์ของเครื่องมือเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและรวดเร็วมากยิ่งขึ้นในการปฏิบัติงานจริง
นอกจากนี้ ระบบยกรถยนต์ที่ได้รับการปรับปรุงใหม่ยังเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยรับประกันความแม่นยำในการจัดวางตำแหน่งของชิ้นส่วนต่างๆ แม้ในกรณีที่รถยนต์มีความสูงมากก็ตาม เพื่อให้มั่นใจว่าการติดตั้งเซนเซอร์จะอยู่ในตำแหน่งที่ถูกต้องตามสเปกของผู้ผลิต ในขณะที่เครื่องทดสอบเรดาร์ R&S® RadEsT จากโรเด้อร์ แอนด์ ชวาร์ส จะเข้ามาช่วยเพิ่มขีดความสามารถที่เหนือกว่าอุปกรณ์วิเคราะห์ทั่วไปที่มีอยู่ในท้องตลาดปัจจุบัน
ความสามารถพิเศษของเครื่องทดสอบเรดาร์ R&S® RadEsT รวมถึงการตรวจจับความถี่และโพลาไรเซชัน การวัดกำลัง รวมถึงการจำลองเป้าหมายและมุมสำหรับเซนเซอร์เรดาร์ ซึ่งฟังก์ชันเหล่านี้มีความสำคัญอย่างยิ่งในการช่วยให้ช่างเทคนิคสามารถตรวจสอบและยืนยันความถูกต้องของการจัดวางตำแหน่ง รวมถึงการตรวจสอบการทำงานของเซนเซอร์เรดาร์อย่างละเอียดหลังจากที่ผ่านการซ่อมแซมหรือในกรณีที่เกิดความเสียหายต่อตัวรถ โดยทำงานร่วมกับเครื่องมือวิเคราะห์ TechPRO® 2 ของทางมาห์เลได้อย่างมีประสิทธิภาพ
นวัตกรรมที่พัฒนาร่วมกันนี้ครอบคลุมการใช้งานที่สำคัญหลายประการสำหรับอู่ซ่อมรถยนต์ โดยระบบจะช่วยในการออกเอกสารยืนยันตามมาตรฐานที่กำหนด เพื่อรับรองว่าระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ได้กลับมาทำงานได้ตามปกติและตรงตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้หลังจากการซ่อมแซมเสร็จสิ้น นอกจากนี้ยังมีความเหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับการทดสอบคุณภาพและสมรรถนะของระบบ เนื่องจากสามารถจำลองสถานะการทำงานของระบบได้ทั้งในสภาวะการทำงานปกติและสภาวะที่เกิดข้อผิดพลาดต่างๆ ได้อย่างแม่นยำ
ประการสุดท้าย ระบบที่พัฒนาขึ้นนี้จะสร้างข้อมูลการวัดที่สามารถทำซ้ำได้และสามารถตรวจสอบย้อนหลังได้ในภายหลัง ซึ่งข้อมูลเหล่านี้มีความสำคัญอย่างมากในการนำไปใช้ประกอบการตรวจสภาพรถยนต์ตามระยะ การปฏิบัติตามข้อกำหนดทางกฎหมายที่เกี่ยวข้อง หรือแม้แต่การนำไปใช้ประกอบการประเมินของบริษัทประกันภัยในอนาคต เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้ใช้รถและผู้เกี่ยวข้องในห่วงโซ่อุปทานทั้งหมดว่าระบบความปลอดภัยอัจฉริยะในรถยนต์ยุคใหม่จะทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพและปลอดภัยสูงสุด
สรุปภาพรวมของแพลตฟอร์มใหม่นี้คือการรวมเอาอุปกรณ์วิเคราะห์จากมาห์เลและอุปกรณ์ทดสอบเรดาร์ขนาดกะทัดรัดจากโรเด้อร์ แอนด์ ชวาร์ส เข้าด้วยกัน เพื่อรองรับการทดสอบเซนเซอร์ทั้งในส่วนของเรดาร์และกล้อง รวมถึงการวัดการจัดตำแหน่งชิ้นส่วนแบบอัตโนมัติ เพื่อตอบโจทย์การใช้งานที่หลากหลายของอู่ซ่อมรถ ผู้ผลิตรถยนต์ และองค์กรตรวจสภาพรถยนต์ โดยมุ่งเน้นการสร้างมาตรฐานใหม่ในการตรวจสอบระบบ ADAS ให้มีความแม่นยำและเชื่อถือได้สูงสุดในอุตสาหกรรมยานยนต์ยุคใหม่
MAHLE RohdeAndSchwarz ADAS TÜVMobiCon