ซีเมนส์เผยรายงาน Siemens Infrastructure Transition Monitor 2025 ชี้ความเสถียรและมั่นคงในการจัดหาพลังงานกลายเป็นนโยบายเร่งด่วนอันดับหนึ่งของรัฐบาลทั่วโลกเพื่อรับมือความท้าทายในการเปลี่ยนผ่านพลังงาน
เมื่อช่วงปลายปี 2025 ที่ผ่านมาทางซีเมนส์ได้มีการเผยแพร่รายงานสำคัญในชื่อ Siemens Infrastructure Transition Monitor 2025 ซึ่งเป็นรายงานที่รวบรวมข้อมูลจากการสำรวจความคิดเห็นของกลุ่มผู้บริหารองค์กรชั้นนำจำนวนมากถึง 1,400 คน จากหลากหลายอุตสาหกรรมที่กระจายอยู่ทั่วทุกมุมโลก โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อสะท้อนให้เห็นถึงความก้าวหน้าในปัจจุบัน รวมถึงความท้าทายต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นจริงในปัจจุบัน
รายงานฉบับนี้มุ่งเน้นไปที่การวิเคราะห์ทิศทางของการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน หรือ Energy Transition และการลดคาร์บอน หรือ Decarbonization อย่างเป็นรูปธรรม โดยเนื้อหาภายในได้มีการนำเสนอแนวทางเชิงกลยุทธ์ที่สำคัญสำหรับการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานที่เหมาะสมสำหรับผู้นำทั้งในภาคส่วนของภาครัฐและภาคธุรกิจ เพื่อให้สามารถรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพและสอดคล้องกับเป้าหมายความยั่งยืนในระดับสากล
จากการสำรวจในรายงานดังกล่าวสามารถสรุปประเด็นสำคัญที่น่าสนใจออกมาได้ 3 ด้านหลัก ประการแรกคือการลงทุนในด้านพลังงานสะอาด ไม่ว่าจะเป็นพลังงานหมุนเวียน หรือ Renewable Energy และระบบกักเก็บพลังงาน หรือ Energy Storage ซึ่งยังคงมีแนวโน้มการเติบโตอย่างต่อเนื่องและต่อเนื่องไปอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม รายงานยังระบุถึงอุปสรรคสำคัญคือความไม่แน่นอนของกฎระเบียบต่าง ๆ และข้อจำกัดของโครงสร้างพื้นฐานเดิมที่ยังคงเป็นความท้าทายหลักในการดำเนินงาน
ประเด็นสำคัญที่สองคือบทบาทของ Digitalization ซึ่งรวมถึงเทคโนโลยีล้ำสมัยอย่างปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI, ระบบซอฟต์แวร์สำหรับโครงข่ายไฟฟ้า หรือ Grid Software และเครื่องวัดหน่วยไฟฟ้าอัจฉริยะ หรือ Smart Meter ที่กำลังเข้ามามีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานและช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับระบบโครงข่ายไฟฟ้าให้มีความเสถียรมากขึ้นกว่าเดิม เพื่อรองรับความต้องการใช้พลังงานที่เพิ่มสูงขึ้นในยุคปัจจุบัน
นอกจากนี้ในอนาคตอันใกล้ เทคโนโลยีที่ล้ำสมัยยิ่งขึ้นอย่าง Digital Twin ซึ่งเป็นการสร้างแบบจำลองเสมือนจริงของระบบโครงข่ายไฟฟ้า และระบบโครงข่ายอัตโนมัติ หรือ Autonomous Grid จะเข้ามามีบทบาทสำคัญในการยกระดับประสิทธิภาพการทำงานของระบบพลังงานให้สูงขึ้น รวมถึงสร้างความมั่นคงและความยั่งยืนให้กับระบบพลังงานในระยะยาวได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นกว่าเดิม โดยเทคโนโลยีเหล่านี้จะกลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการบริหารจัดการโครงข่ายไฟฟ้าที่ซับซ้อน
ประเด็นสำคัญที่สามที่รายงานระบุไว้คือความสำคัญของการส่งเสริมความร่วมมือระหว่างภาคส่วนต่าง ๆ โดยเฉพาะการสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อร่วมกันสร้างระบบพลังงานที่มีประสิทธิภาพสูง มีความยืดหยุ่น และมีความยั่งยืน ซึ่งการร่วมมือกันในลักษณะนี้ถือเป็นปัจจัยสำคัญอย่างยิ่งต่อความสำเร็จของการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานในภาพรวมของโลก เพื่อให้มั่นใจได้ว่าการเปลี่ยนผ่านจะเกิดขึ้นได้อย่างราบรื่นและครอบคลุมทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง
ผลการวิจัยจากรายงานฉบับนี้ได้เผยให้เห็นถึงจุดเปลี่ยนที่สำคัญและชัดเจนอย่างมากในปัจจุบัน นั่นคือเรื่องของความเสถียรและมั่นคงในการจัดหาพลังงาน หรือ Resilient Energy Supply ซึ่งได้พุ่งขึ้นมาเป็นนโยบายเร่งด่วนอันดับหนึ่งของรัฐบาลทั่วโลกในปัจจุบัน โดยข้อมูลนี้ได้แซงหน้าการขยายพลังงานหมุนเวียนที่เคยครองตำแหน่งอันดับหนึ่งในปี 2566 ไปแล้วอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความกังวลของรัฐบาลทั่วโลกที่ให้ความสำคัญกับความมั่นคงของระบบไฟฟ้าเป็นลำดับแรก
ควบคู่ไปกับการให้ความสำคัญกับความมั่นคงของพลังงานแล้ว ยังพบการขยับตัวที่สำคัญของเป้าหมายการพึ่งพาตนเองด้านพลังงาน หรือ National Energy Independence ที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในหลายประเทศทั่วโลก การเปลี่ยนแปลงนี้สะท้อนให้เห็นว่ารัฐบาลต่าง ๆ เริ่มตระหนักถึงความสำคัญของการมีแหล่งพลังงานที่มั่นคงและพึ่งพาตนเองได้ เพื่อสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคมในระยะยาวท่ามกลางความผันผวนของสถานการณ์โลกที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องและรวดเร็ว
ในขณะที่นโยบายการเร่งขยายพลังงานหมุนเวียนในวงกว้างยังคงเป็นนโยบายสำคัญลำดับต้น ๆ ของโลกเช่นเดิม โดยมีข้อมูลสนับสนุนจากรายงาน World Energy Investment ของหน่วยงาน International Energy Agency หรือ IEA ที่ระบุว่าเม็ดเงินลงทุนในพลังงานสะอาดทั่วโลกในปี 2568 มีมูลค่าสูงถึง 2.2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นจำนวนที่สูงกว่าการลงทุนในพลังงานฟอสซิลถึง 2 เท่าตัว ข้อมูลนี้เป็นเครื่องยืนยันถึงความสำคัญของการพัฒนาระบบพลังงานหมุนเวียนให้มีบทบาทมากขึ้นอย่างต่อเนื่องในระดับโลก
สำหรับสถานการณ์ภายในประเทศไทย นโยบายของประเทศในการผลักดันเศรษฐกิจดิจิทัลเพื่อมุ่งสู่การเป็น Tech Hub ของภูมิภาค ได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการใช้พลังงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการส่งเสริมการลงทุนในกิจการ Data Center ที่ทำให้ความต้องการใช้พลังงานไฟฟ้าเพิ่มสูงขึ้นอย่างมากในปัจจุบัน อีกทั้งความต้องการดังกล่าวจำเป็นต้องมาพร้อมกับความเสถียรของระบบไฟฟ้าที่สูงมาก เพื่อรองรับการทำงานของระบบโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่ต้องทำงานอย่างต่อเนื่องตลอดเวลาและมีความสำคัญต่อเศรษฐกิจของประเทศ
ประกอบกับการขยับเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ หรือ Net Zero ของประเทศไทยให้เร็วขึ้นเป็นปี 2050 ได้กลายเป็นแรงผลักดันสำคัญที่กระตุ้นการเติบโตของการใช้พลังงานสะอาดอย่างก้าวกระโดด โดยมีการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปทั้งในภาคอุตสาหกรรมและภาคครัวเรือนอย่างแพร่หลายในปัจจุบัน ปัจจัยเหล่านี้ได้นำมาซึ่งความท้าทายครั้งใหญ่ในการจัดการระบบพลังงานไฟฟ้าแบบรวมศูนย์ หรือ Centralized Energy ที่เดิมผลิตจากฟอสซิลเป็นหลัก เพื่อมุ่งสู่การผลิตไฟฟ้าแบบกระจายศูนย์ หรือ Distributed Energy

การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานในปัจจุบันจึงไม่ได้เป็นเพียงแค่การเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานหมุนเวียนให้มากขึ้นเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงการจัดการความท้าทายต่อระบบโครงสร้างพื้นฐานเดิมที่ต้องได้รับการปรับปรุงให้มีความยืดหยุ่นและสามารถรองรับความซับซ้อนของการผลิตไฟฟ้ารูปแบบใหม่ที่มาจากแหล่งพลังงานหมุนเวียนซึ่งมีความผันผวนสูงได้ การปรับเปลี่ยนจากโครงข่ายเดิมไปสู่ระบบ Smart Grid และ Autonomous Grid จึงเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อรับมือกับความซับซ้อนของระบบไฟฟ้าที่เพิ่มมากขึ้นจากการผลิตไฟฟ้าแบบกระจายศูนย์ที่กำลังเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว
ความท้าทายหลักประการหนึ่งของระบบโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานไฟฟ้าในปัจจุบันคือปัญหาการมองเห็นข้อมูลที่จำกัด หรือ Limited Visibility ในระบบจำหน่ายไฟฟ้าแรงดันต่ำ เช่น ระบบไฟที่จ่ายเข้าสู่บ้านเรือนและโรงงานขนาดเล็ก ซึ่งมักจะขาดการจัดเก็บข้อมูลอย่างเป็นระบบและไม่มีการเชื่อมต่อข้อมูลแบบเรียลไทม์ นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมการใช้ไฟฟ้าในรูปแบบใหม่ เช่น การจ่ายไฟย้อนกลับจากโซลาร์เซลล์ หรือการดึงกำลังไฟฟ้าจากโครงข่ายในปริมาณสูงเพื่อชาร์จยานยนต์ไฟฟ้า ทำให้ความซับซ้อนของระบบไม่ได้อยู่แค่ที่การผลิต แต่ขยายมาสู่ฝั่งผู้ใช้พลังงานมากขึ้น
เพื่อรับมือกับความท้าทายเหล่านี้ ซีเมนส์ได้นำเสนอแนวคิดสำคัญคือ "Flip the Grid" เพื่อปรับเปลี่ยนการจัดการโครงข่ายไฟฟ้าให้มีความทันสมัยและสามารถรองรับความซับซ้อนของระบบพลังงานในปัจจุบันได้ดีขึ้น โดยการนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการจัดการข้อมูลและการเชื่อมต่อที่ซับซ้อนขึ้น เพื่อสร้างความมั่นใจว่าระบบไฟฟ้าจะสามารถตอบสนองต่อความต้องการที่หลากหลายของผู้ใช้พลังงานในปัจจุบันได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด และสร้างความมั่นคงให้กับระบบโครงข่ายไฟฟ้าในระยะยาวได้อย่างยั่งยืน
Siemens EnergyTransition SmartGrid Decarbonization RenewableEnergy