บริษัท สยามไดกิ้นเซลส์ จำกัด ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ในฐานะ Strategic Partner เพื่อร่วมขับเคลื่อนมหาวิทยาลัยสู่การเป็น Net Zero Campus ผ่านการบูรณาการนวัตกรรมพลังงาน

บริษัท สยามไดกิ้นเซลส์ จำกัด ได้ประกาศความร่วมมือครั้งสำคัญด้วยการลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โดยกำหนดบทบาทเป็น Strategic Partner เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนมหาวิทยาลัยไปสู่เป้าหมายการเป็น Net Zero Campus อย่างเป็นรูปธรรม ความร่วมมือในครั้งนี้ครอบคลุมมิติที่สำคัญหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นการบริหารจัดการพลังงานภายในอาคารอย่างมีประสิทธิภาพ การพัฒนาคุณภาพอากาศภายในอาคารให้ได้มาตรฐาน และการจัดการสารทำความเย็นอย่างเป็นระบบเพื่อให้เกิดความยั่งยืน

นอกจากนี้ ความร่วมมือดังกล่าวยังมุ่งเน้นไปที่การวางกลไกในการติดตามและคำนวณปริมาณการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่สามารถตรวจสอบได้จริง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผลการดำเนินงานในโครงการนี้สามารถเชื่อมต่อกับเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศได้อย่างเป็นรูปธรรม การสร้างระบบการวัดผลที่ชัดเจนจะช่วยให้การดำเนินงานของมหาวิทยาลัยสอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาของประเทศในการรับมือกับปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในระยะยาว

ในปัจจุบัน ภาคอาคารถือเป็นหนึ่งในภาคส่วนที่มีการใช้พลังงานในสัดส่วนที่สูงมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนของ ‘ระบบปรับอากาศ’ และ ‘ระบบระบายอากาศ’ ซึ่งเป็นระบบที่จำเป็นต้องทำงานอย่างต่อเนื่องตลอดเวลาในระหว่างที่มีการใช้งานอาคาร การเพิ่มประสิทธิภาพให้กับระบบเหล่านี้จึงถือเป็นกลไกสำคัญที่ให้ผลลัพธ์ที่ชัดเจนที่สุดอย่างหนึ่งในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสู่ชั้นบรรยากาศ พร้อมทั้งยังเป็นการยกระดับสภาพแวดล้อมและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นสำหรับการเรียน การสอน การวิจัย และการปฏิบัติงานของบุคลากรจำนวนมาก

นายวรพงศ์ กียปัจจ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท สยามไดกิ้นเซลส์ จำกัด ได้กล่าวถึงความสำคัญของโครงการนี้ว่า มหาวิทยาลัยถือเป็นสถานที่เริ่มต้นที่มีความหมายอย่างยิ่งในการขับเคลื่อนระบบปรับอากาศ เนื่องจากมหาวิทยาลัยเป็นทั้งแหล่งสร้างองค์ความรู้ที่สำคัญ เป็นแหล่งผลิตบุคลากรที่มีคุณภาพ และยังเป็นพื้นที่ที่เหมาะสมในการพิสูจน์แนวทางใหม่ๆ ให้เห็นผลได้จริงก่อนที่จะมีการขยายผลไปสู่สังคมในวงกว้าง ความร่วมมือครั้งนี้จึงเป็นการนำองค์ความรู้จากภาคการศึกษามาผสานเข้ากับประสบการณ์จากภาคอุตสาหกรรม

การบูรณาการระหว่างสองภาคส่วนนี้มีเป้าหมายเพื่อเปลี่ยนแนวคิดการบริหารจัดการพลังงานและสิ่งแวดล้อมภายในอาคารให้เกิดผลเป็นรูปธรรมอย่างยั่งยืนในระดับปฏิบัติการ ภายใต้บันทึกข้อตกลงฉบับนี้ ทั้งสองฝ่ายจะร่วมกันศึกษาและพัฒนาแนวทางที่เหมาะสมกับบริบทเฉพาะของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โดยมุ่งเน้นไปที่การแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นจริงในพื้นที่ เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่จับต้องได้และสามารถนำไปปรับใช้เป็นต้นแบบในการจัดการพลังงานภายในอาคารของหน่วยงานอื่นๆ ได้ในอนาคต

ประเด็นหลักที่หนึ่งภายใต้ความร่วมมือนี้คือ การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานในอาคารผ่านการศึกษาและประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเครื่องปรับอากาศที่มีประสิทธิภาพสูง โดยจะมีการนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาใช้ เช่น ระบบอินเวอร์เตอร์ และระบบปรับอากาศแบบ VRV (Variable Refrigerant Volume) ซึ่งเทคโนโลยีเหล่านี้ถูกออกแบบมาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้พลังงานให้สูงสุด และในขณะเดียวกันก็สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างมีนัยสำคัญ เพื่อตอบโจทย์การพัฒนาอาคารสีเขียว

ประเด็นหลักที่สองคือการพัฒนาระบบระบายอากาศและคุณภาพอากาศภายในอาคารให้มีความเหมาะสม โดยมุ่งเน้นให้สอดคล้องกับมาตรฐานคุณภาพอากาศที่เหมาะสมสำหรับการเรียน การสอน การวิจัย และการปฏิบัติงานของบุคลากรในแต่ละวัน การให้ความสำคัญกับคุณภาพอากาศไม่เพียงแต่ส่งผลต่อการลดการใช้พลังงานเท่านั้น แต่ยังส่งผลโดยตรงต่อสุขภาวะและสุขภาพที่ดีของผู้อยู่อาศัยในอาคารในระยะยาว ทำให้สภาพแวดล้อมภายในอาคารมีความปลอดภัยและเอื้อต่อการทำงานและการเรียนรู้มากยิ่งขึ้น

ประเด็นหลักที่สามคือการจัดการสารทำความเย็นตลอดวงจรชีวิตอย่างถูกต้องและเป็นระบบ เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสู่ชั้นบรรยากาศอย่างมีประสิทธิภาพ การจัดการที่ถูกต้องจะช่วยให้สามารถติดตาม ประเมินผล และคำนวณปริมาณการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างถูกต้องและสามารถตรวจสอบได้ นอกจากนี้ความร่วมมือยังให้ความสำคัญกับการสร้างระบบข้อมูลและการติดตามผลที่ชัดเจน เพื่อให้การขับเคลื่อนสู่ Carbon Neutrality มีข้อมูลที่น่าเชื่อถือและสามารถนำมาใช้ประกอบการตัดสินใจในการบริหารจัดการได้อย่างแท้จริง

ทั้งสองฝ่ายตั้งเป้าหมายร่วมกันให้เกิดการดำเนินงานที่มีตัวชี้วัดเป็นรูปธรรม ทั้งในด้านของการประหยัดพลังงาน การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และการยกระดับคุณภาพอากาศภายในอาคาร เพื่อให้ผลลัพธ์ที่ได้จากการดำเนินโครงการสามารถพัฒนาเป็นแนวทางมาตรฐานที่สามารถขยายผลไปสู่การใช้งานในอาคารและหน่วยงานอื่นๆ ได้อย่างกว้างขวาง การสร้างระบบที่วัดผลได้จริงจะช่วยให้การตัดสินใจในการลงทุนด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและตอบโจทย์ความยั่งยืนขององค์กร

ด้าน ศ.ดร.นพ.พงษ์รักษ์ ศรีบัณฑิตมงคล อธิการบดีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้กล่าวถึงความท้าทายของปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศว่า ไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยองค์กรใดองค์กรหนึ่งเพียงลำพัง แต่ต้องอาศัยการทำงานร่วมกันจากทุกภาคส่วน โดยเฉพาะการเชื่อมโยงองค์ความรู้จากภาคการศึกษาเข้ากับเทคโนโลยีและความเชี่ยวชาญของภาคอุตสาหกรรม ความร่วมมือในครั้งนี้จึงมุ่งเน้นไปที่การนำแผนงานไปสู่การปฏิบัติจริง การพัฒนาโครงการที่สามารถวัดผลได้อย่างเป็นรูปธรรม และการขยายผลไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นทั้งภายในมหาวิทยาลัยและในระดับสังคมที่กว้างขึ้น

อีกหนึ่งเป้าหมายสำคัญคือการพัฒนาศักยภาพของบุคลากรและกำลังคนแห่งอนาคต โดยนักศึกษา คณาจารย์ นักวิจัย และบุคลากรของมหาวิทยาลัยจะได้เรียนรู้จากระบบที่ใช้งานจริงในพื้นที่ เรียนรู้กระบวนการบริหารจัดการพลังงานและสิ่งแวดล้อมจากสถานการณ์จริง รวมถึงการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้กับผู้เชี่ยวชาญจากภาคอุตสาหกรรม เพื่อยกระดับทักษะและขีดความสามารถในการรองรับการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ สยามไดกิ้นเซลส์พร้อมสนับสนุนการถ่ายทอดองค์ความรู้ การพัฒนางานวิจัย และการส่งเสริมการเรียนรู้ด้านระบบปรับอากาศ พลังงาน คุณภาพอากาศ และสิ่งแวดล้อม เพื่อให้มหาวิทยาลัยเป็นพื้นที่สร้างนวัตกรรมที่สามารถต่อยอดสู่การพัฒนาประเทศในระยะยาว

นายวรพงศ์ กียปัจจ์ ได้กล่าวสรุปทิ้งท้ายว่า การผสานจุดแข็งของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ในด้านวิชาการ งานวิจัย และนวัตกรรม เข้ากับความเชี่ยวชาญของไดกิ้นในด้านเทคโนโลยีระบบปรับอากาศ การบริหารจัดการพลังงาน และการจัดการสารทำความเย็น จะทำให้จุดเริ่มต้นในวันนี้สามารถเดินหน้าได้อย่างเป็นขั้นเป็นตอน ตั้งแต่ระดับอาคารไปจนถึงระดับมหาวิทยาลัย และจะเป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไทยไปสู่สังคมคาร์บอนต่ำและบรรลุเป้าหมาย Net Zero ได้อย่างยั่งยืนในอนาคต

hashtags

สยามไดกิ้นเซลส์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ NetZeroCampus CarbonNeutrality ระบบปรับอากาศ