สภาธุรกิจสหรัฐอเมริกา-อาเซียน จัดเวทีหารือเชิงนโยบายระดับสูงเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจการแพทย์ของไทยผ่านนวัตกรรมสุขภาพและความร่วมมือระหว่างประเทศ ณ โรงแรม แบงค็อก แมริออท เดอะ สุรวงศ์ เมื่อต้นเดือนกันยายนที่ผ่านมา
ท่ามกลางสภาวะความท้าทายที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในสังคมปัจจุบัน โดยเฉพาะการก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างเต็มรูปแบบ ประกอบกับภาระของกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง หรือ NCDs ที่มีการเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดในปัจจุบัน ส่งผลให้ประเทศไทยต้องเผชิญกับโจทย์ใหญ่ในการบริหารจัดการงบประมาณภาครัฐที่มีอยู่อย่างจำกัด เพื่อสร้างโอกาสในการเข้าถึงการรักษาและสร้างโอกาสในการรอดชีวิตให้แก่ประชาชนทุกคนได้อย่างเท่าเทียมกันและทั่วถึง

ด้วยเหตุนี้ เวทีหารือเชิงนโยบายระดับสูงภายใต้หัวข้อ “Advancing Thailand’s Medical Economy through Health Innovation” จึงถูกจัดขึ้นโดยสภาธุรกิจสหรัฐอเมริกา-อาเซอน (US-ASEAN Business Council) ณ โรงแรม แบงค็อก แมริออท เดอะ สุรวงศ์ เมื่อต้นเดือนกันยายนที่ผ่านมา การจัดงานในครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่การประชุมทางวิชาการทั่วไปที่จัดขึ้นตามวาระ แต่ถือเป็นหมุดหมายสำคัญในการฉายภาพทิศทางและทิศทางของเศรษฐกิจการแพทย์ของประเทศไทยในอนาคตผ่านมุมมองความร่วมมือที่เข้มแข็งระหว่างประเทศ
การจัดงานในครั้งนี้ได้รับเกียรติจากผู้แทนจากสถานทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย พร้อมด้วยกลุ่มผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านในหลายสาขา ไม่ว่าจะเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์สุขภาพ บุคลากรทางการแพทย์ที่ปฏิบัติหน้าที่จริง รวมถึงบริษัทผู้นำด้านวิทยาศาสตร์ชีวภาพชั้นนำระดับโลกที่เข้าร่วมในงาน เพื่อร่วมกันถ่ายทอดวิสัยทัศน์และมุมมองที่หลากหลายในการร่วมกันปรับเปลี่ยนภูมิทัศน์ของระบบสาธารณสุขไทยในระยะยาว เพื่อให้เกิดความยั่งยืนและตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

นายปราบ เพียรสกุล ในฐานะหัวหน้าผู้แทนสภาธุรกิจสหรัฐอเมริกา-อาเซียน ประจำประเทศไทย ได้สรุปใจความสำคัญหลักของเวทีหารือในครั้งนี้ว่า ประเทศไทยมีความพร้อม ความเข้มแข็ง และมีศักยภาพที่สูงมากในหลายมิติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนของระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าที่ได้รับการยอมรับในระดับสากลอย่างกว้างขวาง อย่างไรก็ตาม โจทย์สำคัญที่ท้าทายในลำดับถัดไปคือการนำจุดแข็งที่มีอยู่เหล่านี้มาต่อยอดให้เกิดผลลัพธ์ด้านสุขภาพที่จับต้องได้จริงในเชิงรูปธรรม
นอกจากผลลัพธ์ด้านสุขภาพแล้ว การสร้างนวัตกรรมที่จับต้องได้จะนำไปสู่การสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจที่เติบโตได้อย่างยั่งยืนในอนาคต ความมุ่งมั่นของสภาธุรกิจฯ ในการจัดเวทีครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงแค่การสร้างพื้นที่สำหรับการหารือชั่วคราวเท่านั้น แต่เป็นการมุ่งเน้นไปที่การเปลี่ยนผ่านสายสัมพันธ์จากรูปแบบเดิมที่เป็นเพียงผู้ซื้อและผู้ขายแบบดั้งเดิม ไปสู่การสร้างความสัมพันธ์ในรูปแบบของการเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ระยะยาว (Long-term Strategic Partnership) ร่วมกับทั้งภาครัฐ ภาควิชาการ และภาคอุตสาหกรรมสุขภาพ เพื่อสร้างระบบนิเวศนวัตกรรมที่สามารถแข่งขันได้ในระดับนานาชาติ

สาระสำคัญที่สำคัญยิ่งของเวทีนี้คือการพูดถึงภัยเงียบที่กำลังคุกคามคนไทยอย่างหนักจากกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง หรือ NCDs เช่น โรคมะเร็ง โรคหัวใจและหลอดเลือด ซึ่งในปัจจุบันพบว่าเป็นสาเหตุหลักของการเสียชีวิตสูงถึง 74% ของอัตราการเสียชีวิตทั้งหมดที่เกิดขึ้นในประเทศไทย ข้อมูลนี้สะท้อนให้เห็นถึงความรุนแรงของปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตของประชาชนจำนวนมาก และกลายเป็นประเด็นสำคัญที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วนผ่านนโยบายที่มีประสิทธิภาพ
ผลกระทบจากโรคเรื้อรังเหล่านี้ไม่ได้ส่งผลเสียเพียงแค่ต่อสุขภาพของบุคคลเท่านั้น แต่ยังสร้างความสูญเสียทางเศรษฐกิจที่มหาศาลถึง 1.6 ล้านล้านบาทต่อปี โดยพบว่ามูลค่าความเสียหายกว่า 91% นั้นเกิดจากการสูญเสียผลิตภาพทางการผลิตของแรงงานก่อนวัยอันควร ข้อมูลดังกล่าวชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่าโรคเรื้อรังไม่ได้เป็นเพียงแค่ปัญหาสุขภาพส่วนบุคคลที่ต้องจัดการเฉพาะจุด แต่เป็นภัยคุกคามที่ร้ายแรงต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศในภาพรวม ซึ่งส่งผลต่อการขับเคลื่อนประเทศในระยะยาว
หนึ่งในปัญหาสำคัญที่ถูกหยิบยกขึ้นมาพิจารณาในเวทีหารือคือเรื่องของ “ระยะเวลา” ในกระบวนการอนุมัติและบรรจุยาเข้าสู่ระบบเบิกจ่ายของภาครัฐ ซึ่งปัจจุบันกระบวนการคัดเลือกยาใหม่เข้าสู่บัญชียาหลักแห่งชาติของประเทศไทยนั้น ใช้เวลาเฉลี่ยสูงถึง 3 ปี ในการนำยาหนึ่งรายการเข้าสู่บัญชียาหลักแห่งชาติ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนคือ ยารักษามะเร็งปอดชนิด Non-Small Cell กลุ่มออกฤทธิ์ตรงจุด ซึ่งได้รับการอนุมัติในระดับสากลมาตั้งแต่ปี 2551 แต่ระบบเบิกจ่ายของไทยกลับใช้เวลาเกือบ 10 ปี หลังจากนั้นในการอนุมัติสิทธิให้ผู้ป่วยได้รับยา
ความล่าช้าที่เกิดขึ้นมักจะเกิดขึ้นหลังจากที่สิทธิบัตรยาของยานั้นๆ ได้หมดอายุไปแล้ว ซึ่งเป็นข้อจำกัดที่สำคัญมากสำหรับผู้ป่วยที่ต้องการการรักษาที่ทันท่วงที นอกจากนี้ยังมีปัจจัยเรื่องเกณฑ์การประเมินความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์สุขภาพของไทยที่กำหนดไว้ที่เพดาน 160,000 บาทต่อปีสุขภาวะ ซึ่งถือว่าเป็นตัวเลขที่ต่ำมากเมื่อนำไปเปรียบเทียบกับมาตรฐานของภูมิภาค ส่งผลให้ยามะเร็งและยานวัตกรรมที่ล้ำสมัยจำนวนมากไม่สามารถผ่านเกณฑ์การประเมินตามมาตรฐานปกติได้ ทำให้การเข้าถึงยาที่มีประสิทธิภาพทำได้ยากลำบากขึ้น
นายปราบ ได้กล่าวเพิ่มเติมในประเด็นสำคัญว่า การลงทุนในด้านสุขภาพนั้นถือเป็นการลงทุนเพื่ออนาคตของประเทศไทยอย่างแท้จริง ระบบสุขภาพที่ถูกออกแบบมาอย่างครอบคลุมและรอบด้านจะช่วยให้ประชาชนสามารถเข้าถึงนวัตกรรมทางการแพทย์ได้อย่างทันท่วงที ควบคู่ไปกับการบริหารจัดการงบประมาณที่มีอยู่ให้เกิดความคุ้มค่าสูงสุด การดำเนินการเช่นนี้จะสามารถสร้างผลตอบแทนกลับคืนมาได้อย่างมหาศาล ทั้งในมิติของสุขภาวะที่ดีขึ้นของประชาชน การเพิ่มผลิตภาพของสังคม และการลดภาระค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้นของระบบสาธารณสุขในระยะยาว
นอกจากนี้ แนวทางดังกล่าวยังส่งผลดีต่อการสร้างความยั่งยืนให้กับระบบนิเวศนวัตกรรมของประเทศไทยในภาพรวม โดยจะช่วยดึงดูดการลงทุนที่ต่อเนื่องเข้ามาในประเทศ รวมถึงส่งเสริมการวิจัยและพัฒนา (R&D) ให้มีความก้าวหน้ามากขึ้น ตลอดจนการนำเสนอแนวทางการรักษาใหม่ๆ ที่มีความทันสมัย ซึ่งจะนำไปสู่ผลการรักษาผู้ป่วยให้ดียิ่งขึ้นกว่าเดิม การสร้างระบบนิเวศที่แข็งแกร่งจะช่วยให้ประเทศไทยสามารถยืนหยัดในฐานะผู้นำด้านนวัตกรรมทางการแพทย์ในภูมิภาคและระดับสากลได้อย่างภาคภูมิใจ
สำหรับทางออกเชิงโครงสร้างที่ผู้เชี่ยวชาญจากสถาบันชั้นนำระดับโลก ไม่ว่าจะเป็นมหาวิทยาลัยยูทาห์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สตรีอีฮวา เกาหลีใต้ และมหาวิทยาลัยแห่งชาติเฉิงกง ไต้หวัน พร้อมด้วยองค์กรการแพทย์ชั้นนำได้ร่วมกันเสนอ “ข้อตกลงร่วมกันในการบริหารจัดการการเข้าถึงเทคโนโลยีและยา” หรือ Managed Entry Agreements (MEA) ซึ่งเป็นแนวทางแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างเพื่อการเข้าถึงนวัตกรรมการรักษา และเป็นเครื่องมือที่ได้รับการยอมรับในระดับสากลในการแบ่งปันความเสี่ยงทางการเงินและผลลัพธ์การรักษาระหว่างภาครัฐกับผู้ผลิตยาและอุปกรณ์ทางการแพทย์ โดยไทยเคยประสบความสำเร็จในการใช้ MEA กับยานวัตกรรมสำหรับรักษาโรคหายากมาแล้ว ซึ่งยืนยันว่า MEA เป็นเครื่องมือเชิงนโยบายที่ทำได้จริงและเป็นแนวปฏิบัติที่มีอยู่แล้วในประเทศ
ภายในงานเสวนาได้มีการจัดอันดับรูปแบบของ MEA ที่มีความเป็นไปได้และเหมาะสมที่สุดกับบริบทของระบบสาธารณสุขไทยภายในระยะเวลา 3 ปี ได้แก่ “Financial Risk-Sharing” หรือการแบ่งปันความเสี่ยงทางการเงิน เช่น การกำหนดช่วงเริ่มรักษาฟรี หรือการกำหนดเพดานขนาดยา ซึ่งถือเป็นแนวทางที่คุ้มครองงบประมาณของกองทุนประกันสุขภาพได้ดีที่สุด โดยภายใต้ข้อตกลงนี้บริษัทผู้ผลิตยาจะร่วมรับภาระค่าใช้จ่ายในรอบการรักษาแรกๆ หรือส่วนเกินจากเพดานที่กำหนดไว้ และอีกรูปแบบคือ “Coverage with Evidence Development” หรือการบรรจุสิทธิแบบที่มีการพัฒนาหลักฐานสนับสนุนร่วมกันไปพร้อมๆ กับการเปิดให้เข้าถึงการรักษา
hashtags: [MedicalInnovation, HealthEconomy, ThailandHealthcare, USASEANBusinessCouncil, ManagedEntryAgreements, NCDs]
MedicalInnovation HealthEconomy ThailandHealthcare USASEANBusinessCouncil ManagedEntryAgreements NCDs