การเปิดตัว Just Transition Financing กรอบการเงินเพื่อการเปลี่ยนผ่านอย่างเป็นธรรม ในงาน ESG Symposium 2026 เพื่อสร้างความเท่าเทียมในการปรับตัวสู่เศรษฐกิจสีเขียวและดิจิทัลโดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศในปัจจุบันส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อการดำเนินชีวิตของมนุษย์ สภาพแวดล้อมทางธรรมชาติ และระบบเศรษฐกิจในระดับโลกอย่างต่อเนื่อง ขณะที่การขับเคลื่อนไปสู่การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียวนั้นอาจก่อให้เกิดทั้งกลุ่มผู้ที่ได้รับประโยชน์และกลุ่มผู้ที่ได้รับผลกระทบหรือเสียประโยชน์ในเวลาเดียวกัน ด้วยเหตุนี้จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องให้ความสำคัญกับแนวคิดเรื่อง “การเปลี่ยนผ่านอย่างเป็นธรรม” หรือ Just Transition เพื่อให้มั่นใจว่าทุกภาคส่วนในสังคมจะสามารถปรับตัวและก้าวไปพร้อมกันได้โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลังในกระบวนการเปลี่ยนผ่านนี้

แนวคิดเรื่องการเปลี่ยนผ่านอย่างเป็นธรรมนี้ถือเป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญและหัวใจหลักของงาน ESG Symposium 2026 ภายใต้แนวคิดหลักอย่าง “ASEAN in Action: Powering Inclusive Green Transition” ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 1 กันยายน 2026 ณ สำนักงานใหญ่ SCG โดยมุ่งเน้นการสร้างความเข้าใจและการวางรากฐานที่แข็งแกร่งสำหรับการเปลี่ยนผ่านที่ครอบคลุมทุกมิติ การจัดงานในครั้งนี้มุ่งหวังที่จะสร้างความตระหนักรู้ถึงความสำคัญของการสร้างความเท่าเทียมในการเข้าถึงโอกาสและการสนับสนุนที่เหมาะสมสำหรับทุกคนในภูมิภาคอาเซียนท่ามกลางความท้าทายของสภาวะโลกร้อน

เพื่อให้เกิดการขับเคลื่อนที่เป็นรูปธรรม Boston Consulting Group (BCG), World Business Council for Sustainable Development (WBCSD) และ Council for Inclusive Capitalism จึงได้ร่วมกันพัฒนา “Just Transition Financing Framework” ขึ้นมาเพื่อเป็นเครื่องมือสำคัญในการเชื่อมโยงโครงสร้างทางการเงินเข้ากับการสร้างผลกระทบที่เกิดขึ้นจริงในเชิงประจักษ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการมุ่งเน้นไปที่การช่วยให้กลุ่มธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) รวมถึงธุรกิจขนาดไมโครและขนาดเล็ก (MSMEs) สามารถเข้าถึงโอกาสในการพัฒนาตนเอง การปรับตัวให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลง และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันภายในระบบเศรษฐกิจสีเขียวและเศรษฐกิจดิจิทัลที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว

โครงสร้างของเฟรมเวิร์ก Just Transition Financing ประกอบไปด้วยองค์ประกอบสำคัญ 7 ส่วนหลัก เพื่อให้การบริหารจัดการเงินทุนเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและตรงจุด โดยส่วนแรกคือ แหล่งเงินทุน (Sources of Funding) ซึ่งครอบคลุมถึงหน่วยงานที่หลากหลาย เช่น ภาครัฐ, สถาบันการเงินเพื่อการพัฒนา, มูลนิธิ, นักลงทุนเพื่อผลกระทบ (Impact Investors) และธนาคารพาณิชย์ ส่วนที่สองคือ ประเภทของทุน (Types of Capital) ซึ่งประกอบด้วยรูปแบบที่หลากหลาย อาทิ เงินให้เปล่า, เงินอุดหนุน, สิทธิประโยชน์ทางภาษี, ทุนตั้งต้น และเงินทุนที่ขับเคลื่อนผ่านกลไกของตลาด เพื่อสร้างทางเลือกที่หลากหลายในการสนับสนุน

ส่วนที่สามของเฟรมเวิร์กคือ ตัวกลางและพันธมิตร (Intermediaries and Partners) ซึ่งรวมถึงหน่วยงานภาครัฐ ธนาคาร และองค์กรพัฒนาเอกชนที่จะทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมต่อ ส่วนที่สี่คือ กลไกสนับสนุน (Support Mechanisms) ที่เน้นการใช้ Blended Finance หรือการร่วมทุนระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน การใช้คาร์บอนเครดิต รวมถึงการให้ความช่วยเหลือด้านเทคนิคที่จำเป็น ส่วนที่ห้าคือ ผู้รับเงินทุน (Recipients) ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่รัฐบาลท้องถิ่น ภาคธุรกิจ ครัวเรือน ไปจนถึงองค์กรไม่แสวงหาผลกำไร (NGOs) เพื่อกระจายความช่วยเหลือให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่หลากหลายในทุกระดับของสังคม

ส่วนที่หกของเฟรมเวิร์กคือ ผู้ได้รับประโยชน์ปลายทาง (Ultimate Beneficiaries) ซึ่งเน้นไปที่กลุ่มคนสำคัญในห่วงโซ่การผลิตและบริโภค ได้แก่ แรงงาน ผู้บริโภค ชุมชน และกลุ่มธุรกิจ SMEs และส่วนสุดท้ายคือการใช้เงินทุน (Use of Funds) ซึ่งกำหนดวัตถุประสงค์ที่ชัดเจนในการนำเงินไปใช้ประโยชน์จริง เช่น การพัฒนาทักษะแรงงานให้เท่าทันยุคสมัย การสร้างการเข้าถึงพลังงานสะอาด การสร้างความหลากหลายทางเศรษฐกิจ และการเพิ่มขีดความสามารถของ SMEs ให้สามารถยืนหยัดได้อย่างมั่นคงในระบบเศรษฐกิจใหม่ที่เน้นความยั่งยืนเป็นหลัก

ในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านอย่างเป็นธรรม มีกลุ่มเป้าหมายสำคัญ 4 กลุ่มที่ต้องให้ความสำคัญเป็นพิเศษ กลุ่มแรกคือ แรงงาน ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการพัฒนาทักษะใหม่ (Reskilling) เพื่อให้สามารถรับมือกับความก้าวหน้าของเทคโนโลยีและระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) รวมถึงการเตรียมความพร้อมเพื่อรับมือกับความเสี่ยงจากการสูญเสียตำแหน่งงานเดิมที่อาจถูกแทนที่ด้วยระบบอัตโนมัติ กลุ่มที่สองคือ ผู้บริโภค ซึ่งต้องได้รับการส่งเสริมให้สามารถเข้าถึงสินค้าและบริการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในราคาที่เหมาะสมและเป็นธรรม เช่น การเข้าถึงยานยนต์ไฟฟ้าที่สะดวกและคุ้มค่ามากขึ้น

กลุ่มที่สามคือ SMEs และ MSMEs ซึ่งถือเป็นกระดูกสันหลังของเศรษฐกิจ โดยมีสัดส่วนของธุรกิจสูงถึงประมาณ 99% และสามารถสร้างผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ได้ราว 35% อย่างไรก็ตาม กลุ่มธุรกิจเหล่านี้ยังคงเผชิญกับข้อจำกัดที่สำคัญหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของเงินทุนที่จำกัด ความรู้ความเข้าใจที่ยังไม่ทั่วถึง ทรัพยากรที่ขาดแคลน รวมถึงความยากลำบากในการปฏิบัติตามมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) ที่มีความซับซ้อนมากขึ้นในปัจจุบัน กลุ่มที่สี่คือ ชุมชน ซึ่งอาจได้รับผลกระทบโดยตรงต่ออาชีพ สิทธิ สุขภาวะ สิ่งแวดล้อม และวิถีชีวิตดั้งเดิมของคนในพื้นที่

ตัวอย่างผลกระทบต่อชุมชนที่เห็นได้ชัดคือ การนำระบบอัตโนมัติมาใช้ในโรงงานคัดแยกขยะ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อแรงงานที่มีทักษะต่ำในพื้นที่นั้นๆ ได้ ดังนั้น ธุรกิจจึงจำเป็นต้องบูรณาการการดำเนินงานของตนให้สอดคล้องและเชื่อมโยงกับชุมชนรอบข้างอย่างจริงจัง โดยต้องเปิดโอกาสให้แรงงานหรือคนในพื้นที่ได้เข้ามามีส่วนร่วมในการริเริ่มและบริหารจัดการโครงการต่างๆ อย่างแท้จริง ไม่ใช่เพียงแค่เป็นผู้รับประโยชน์จากผลประโยชน์ปลายทางเพียงอย่างเดียว แต่ต้องเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการสร้างการเปลี่ยนแปลงตั้งแต่เริ่มต้นเพื่อให้เกิดความยั่งยืนร่วมกัน

จากการศึกษากรณีศึกษาที่ 1 คือ Saraburi Sandbox ซึ่งเป็นโมเดลเมืองต้นแบบคาร์บอนต่ำที่เน้นย้ำว่าความยั่งยืนต้องมาคู่กับความมั่งคั่ง โดยมีการบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐ เอกชน และชุมชน เพื่อทดลองนวัตกรรมและนโยบายด้านความยั่งยืนในพื้นที่จริง การดำเนินงานครอบคลุมตั้งแต่การเพิ่มพื้นที่สีเขียวเพื่อสร้างรายได้ การจัดการขยะตั้งแต่ต้นทาง การพัฒนาทักษะผ่านโครงการ Learn to Earn และการติดตั้ง Solar Floating ในอ่างเก็บน้ำเพื่อผลิตพลังงานทดแทน นอกจากนี้ยังมีการใช้ปูนลดโลกร้อนในการซ่อมแซมบ้านให้กลุ่มเปราะบาง ซึ่งช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกควบคู่ไปกับการแก้ปัญหาที่อยู่อาศัย สะท้อนให้เห็นว่าเป้าหมาย Net Zero ต้องเชื่อมโยงกับปากท้องและคุณภาพชีวิตของประชาชน

กรณีศึกษาที่ 2 คือ Indorama Ventures หรือ IVL ซึ่งมีศูนย์รีไซเคิล PET ถึง 20 แห่ง และสามารถรีไซเคิลขวดพลาสติกได้เกือบ 700 ขวดต่อวินาทีทั่วโลก โดยใช้การบริหารห่วงโซ่อุปทานและเศรษฐกิจหมุนเวียนสนับสนุนเป้าหมาย Net Zero ในปี 2021 บริษัทได้ออก Sustainability-Linked Bond มูลค่า 10,000 ล้านบาท โดยกำหนดเงื่อนไขเพิ่มเติมหากไม่สามารถบรรลุเป้าหมายด้านความยั่งยืน หากผลการดำเนินงานไม่เป็นไปตามเป้า บริษัทจะต้องซื้อใบรับรองพลังงานหมุนเวียนมาชดเชย นอกจากนี้ IVL ยังให้ความสำคัญกับแรงงานนอกระบบในเศรษฐกิจหมุนเวียนที่มีมากกว่า 150 ล้านคนทั่วโลก โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกที่มีจำนวนมากกว่าครึ่ง โดยดึงซัพพลายเออร์ สถาบันการเงิน และแรงงานนอกระบบเข้ามาอยู่ในระบบนิเวศของการเปลี่ยนผ่านร่วมกัน

JustTransition JustTransitionFinancing ESG SCG SMEs NetZero