สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) เผยผลการจัดอันดับดัชนีนวัตกรรมโลก ปี 2026 โดยประเทศไทยคว้าอันดับที่ 44 พร้อมเดินหน้ายกระดับผู้ประกอบการไทยสู่การเป็นผู้สร้างนวัตกรรมที่แข่งขันได้ในระดับสากล
สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA สังกัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ได้ประกาศผลการจัดอันดับดัชนีนวัตกรรมโลก ปี 2026 อย่างเป็นทางการ โดยการจัดอันดับในปีนี้อยู่ภายใต้แนวคิดที่สำคัญคือ “Powering Entrepreneurs at the Frontier of Science – การขับเคลื่อนผู้ประกอบการสู่พรมแดนวิทยาศาสตร์ขั้นแนวหน้า” ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของนวัตกรรมในยุคปัจจุบัน

จากการประกาศผลดังกล่าวพบว่า “นวัตกรรม” ไม่ได้เป็นเพียงแค่เรื่องของการคิดค้นสิ่งใหม่ๆ เท่านั้น แต่ยังหมายถึงความสามารถในการเปลี่ยนความรู้ให้กลายเป็นมูลค่าที่จับต้องได้ ซึ่งสิ่งนี้จะเป็นตัวกำหนดความสามารถของประเทศในการสร้างผลิตภาพ การสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ และการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว ท่ามกลางความก้าวหน้าอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยีและวิทยาศาสตร์ขั้นแนวหน้าที่กำลังเปลี่ยนแปลงโลกในปัจจุบัน
ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) ให้ข้อมูลว่า การจัดอันดับดัชนีนวัตกรรมโลก ปี 2026 หรือ GII 2026 จัดขึ้นโดยองค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก หรือ WIPO ซึ่งเน้นย้ำว่านวัตกรรมคือกลไกสำคัญในโลกที่ต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงทั้งในด้านเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มเทคโนโลยีที่กำลังขับเคลื่อนโลกอย่าง ปัญญาประดิษฐ์ (AI), เทคโนโลยีชีวภาพ, เซมิคอนดักเตอร์, หุ่นยนต์, เทคโนโลยีอวกาศ, วัสดุขั้นสูง และพลังงานสะอาด

เทคโนโลยีเหล่านี้กำลังสร้างโอกาสมหาศาลในการก่อให้เกิดอุตสาหกรรมใหม่ๆ และรูปแบบธุรกิจใหม่ๆ ให้กับประเทศต่างๆ ทั่วโลก โดยการจัดอันดับในปีนี้ได้กำหนดตัวชี้วัดที่ครอบคลุมถึง 79 ตัวชี้วัด เพื่อใช้ในการประเมินศักยภาพของแต่ละประเทศอย่างละเอียดรอบด้าน โดยตัวชี้วัดเหล่านี้จะถูกนำมาคำนวณเพื่อสะท้อนถึงความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐานและระบบนิเวศนวัตกรรมของประเทศนั้นๆ ในการรองรับการเติบโตของเทคโนโลยีขั้นสูง
โครงสร้างของดัชนีที่ใช้ในการวัดผลจะแบ่งออกเป็นดัชนีย่อย 2 ด้านหลักที่สำคัญ คือ 1) ดัชนีย่อยปัจจัยนำเข้าทางนวัตกรรม (Innovation input sub-index) ซึ่งประกอบด้วย 5 ปัจจัยหลัก ได้แก่ ด้านสถาบัน, ด้านทุนมนุษย์และการวิจัย, ด้านโครงสร้างพื้นฐาน, ด้านระบบตลาด และด้านระบบธุรกิจ และ 2) ดัชนีย่อยผลผลิตทางนวัตกรรม (Innovation output sub-index) ซึ่งประกอบด้วย 2 ปัจจัยหลัก คือ ผลผลิตจากองค์ความรู้และเทคโนโลยี และผลผลิตจากความคิดสร้างสรรค์

การคำนวณผลลัพธ์ของดัชนีจะใช้ค่าเฉลี่ยของทั้งดัชนีย่อยปัจจัยนำเข้าทางนวัตกรรมและดัชนีย่อยผลผลิตทางนวัตกรรม เพื่อให้ได้ภาพรวมที่ชัดเจนของความสามารถในการพัฒนานวัตกรรมของประเทศนั้นๆ โดยผลการจัดอันดับล่าสุดพบว่า สวิตเซอร์แลนด์ยังคงครองอันดับ 1 ของโลกอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 16 ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความเป็นผู้นำในด้านนวัตกรรมของประเทศนี้ที่ยังคงรักษามาตรฐานการพัฒนาได้อย่างยอดเยี่ยมในระดับสากล
สำหรับสถานะของประเทศไทยจากการจัดอันดับ GII 2026 พบว่าประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 44 จากทั้งหมด 139 ประเทศเศรษฐกิจทั่วโลก ซึ่งถือเป็นการขยับอันดับขึ้นมา 1 อันดับจากปีที่ผ่านมา และยังถือเป็นอันดับที่ 3 ในกลุ่มประเทศที่มีรายได้ปานกลางค่อนข้างสูง (จากทั้งหมด 35 ประเทศ) รวมถึงยังคงครองอันดับที่ 10 ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เอเชียตะวันออก และโอเชียเนีย (จากทั้งหมด 17 ประเทศ) เช่นเดียวกับปีที่ผ่านมา
เมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มประเทศอาเซียน พบว่าไทยอยู่ในอันดับที่ 4 โดยมีสิงคโปร์อยู่อันดับ 5 มาเลเซียอยู่อันดับ 34 เวียดนามอยู่อันดับ 43 ไทยอยู่อันดับ 44 ฟิลิปปินส์อยู่อันดับ 52 และอินโดนีเซียอยู่อันดับ 55 ในส่วนของปัจจัยนำเข้าทางนวัตกรรม (Innovation input sub-index) ของไทยนั้นอยู่ในอันดับที่ 46 ซึ่งยังคงเท่าเดิมกับปีก่อนหน้า สะท้อนให้เห็นถึงความมั่นคงของปัจจัยพื้นฐานในการขับเคลื่อนนวัตกรรมของประเทศ
อย่างไรก็ตาม ในส่วนของปัจจัยย่อยผลผลิตทางนวัตกรรมของไทยมีการขยับอันดับเพิ่มขึ้น 2 อันดับ โดยขยับขึ้นมาอยู่ที่อันดับ 41 ซึ่งข้อมูลส่วนนี้สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ประเทศไทยมีความสามารถในการนำทรัพยากร ปัจจัยนำเข้าทางนวัตกรรม และการลงทุนด้านนวัตกรรมที่มีอยู่มาปรับเปลี่ยนให้เกิดผลผลิตได้ในระดับที่น่าพอใจ และยังคงแสดงให้เห็นถึงศักยภาพในการสร้างผลลัพธ์ที่จับต้องได้จากฐานการลงทุนที่มีอยู่เดิมอย่างต่อเนื่อง
จากการวิเคราะห์ภาพรวมของรายงานผลการจัดอันดับ GII 2026 ของประเทศไทย พบว่าปัจจัยด้านระบบตลาด (Market Sophistication) ยังคงอยู่ในอันดับที่ 27 และปัจจัยด้านระบบธุรกิจ (Business Sophistication) ขยับจากอันดับ 42 ขึ้นมาเป็นอันดับ 41 ซึ่งทั้งสองส่วนนี้ถือเป็นจุดแข็งที่สำคัญของประเทศไทย โดยเฉพาะผลผลิตด้านความรู้และเทคโนโลยี (Knowledge and Technology Outputs) ที่เป็นแรงขับเคลื่อนหลักในปีนี้ โดยขยับจากอันดับ 44 ขึ้นไปเป็นอันดับ 38
นอกจากนี้ เกือบทุกปัจจัยย่อยมีการขยับอันดับสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เช่น กลุ่มปัจจัยย่อยการสร้างความรู้ (Knowledge Creation) ที่ขยับจากอันดับ 48 ขึ้นมาเป็นอันดับ 35 และกลุ่มปัจจัยย่อยผลกระทบของความรู้ (Knowledge Impact) ที่ดีขึ้นจากอันดับ 56 มาเป็นอันดับ 47 อย่างไรก็ตาม ยังมีบางส่วนที่ต้องพัฒนาต่อ คือ ผลผลิตเชิงสร้างสรรค์ (Creative Outputs) ที่อันดับปรับลดลงจากอันดับ 39 เป็นอันดับ 44 และปัจจัยด้านสถาบัน (Institutions) ที่ลดลงจากอันดับ 76 เป็นอันดับ 80 ซึ่งถือเป็นปัจจัยที่ยังมีคะแนนอยู่ในระดับที่ไม่สูงนัก
ด้วยผลลัพธ์ที่ปรากฏ NIA จึงยังคงมุ่งมั่นที่จะเร่งขับเคลื่อนระบบนวัตกรรมของประเทศในระยะต่อไป โดยมีเป้าหมายสำคัญคือการยกระดับผู้ประกอบการไทยให้กลายเป็นผู้สร้างนวัตกรรมที่สามารถแข่งขันได้ในระดับสากล ผ่านกลไกสำคัญ 5 ด้านที่เชื่อมต่อกัน ได้แก่ การมุ่งเป้าสาขาเทคโนโลยีศักยภาพสูงที่มีความต้องการในตลาดโลก, การเชื่อมต่อโอกาสเพื่อให้ผู้ประกอบการเข้าถึงพื้นที่ทดสอบและเครื่องมือ, การเชื่อมต่อแหล่งทุนทั้ง VC, CVC และนักลงทุนระดับโลก, การสร้างความร่วมมือข้ามพรมแดนเพื่อขยายพันธมิตรและตลาดต่างประเทศ และการรับรองโดยภาคธุรกิจ
การดำเนินงานเหล่านี้มุ่งหวังที่จะสร้างความแข็งแกร่งให้กับระบบนิเวศนวัตกรรมของไทย เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถก้าวข้ามขีดจำกัดเดิมๆ และก้าวไปสู่การสร้างมูลค่าใหม่ๆ จากความรู้และเทคโนโลยีขั้นสูง โดย NIA พร้อมที่จะเป็นกลไกสำคัญในการสนับสนุนและผลักดันให้ผู้ประกอบการไทยสามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืนในเวทีโลกภายใต้บริบทภารกิจใหม่ที่ท้าทายและเต็มไปด้วยโอกาสในยุคดิจิทัลและเทคโนโลยีล้ำสมัย
NIA GII2026 Innovation InnovationIndex ThailandInnovation