กระทรวงพาณิชย์เปิดตัว "ใกล้เก็บเกี่ยว" แพลตฟอร์มบริหารสินค้าเกษตรที่ใช้เทคโนโลยีหัวเว่ยคลาวด์ผ่านระบบ GDCC เพื่อคาดการณ์สถานการณ์ล่วงหน้าและบริหารจัดการราคาอย่างมีประสิทธิภาพ
กระทรวงพาณิชย์ได้ประกาศเปิดตัวเครื่องมือสำคัญอย่างเป็นทางการภายใต้ชื่อ "ใกล้เก็บเกี่ยว" ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มสำหรับการบริหารจัดการสินค้าเกษตรที่ถูกออกแบบมาเพื่อเปลี่ยนผ่านรูปแบบการทำงานจากการใช้ข้อมูลเพียงเพื่อติดตามสถานการณ์ในปัจจุบัน ไปสู่การใช้ข้อมูลเพื่อการ "คาดการณ์ล่วงหน้า" อย่างมีประสิทธิภาพ โดยระบบนี้จะขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีขั้นสูงจากหัวเว่ยคลาวด์ ผ่านโครงสร้างพื้นฐานของระบบคลาวด์กลางภาครัฐ หรือ Government Data Center and Cloud Service (GDCC) เพื่อสร้างความได้เปรียบในการบริหารจัดการข้อมูล

หัวใจสำคัญของแพลตฟอร์ม "ใกล้เก็บเกี่ยว" คือการกำหนดแผนการนำเทคโนโลยี AI เข้ามามีส่วนร่วมในการเชื่อมโยงข้อมูลสำคัญหลายด้านเข้าด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลด้านผลผลิตทางการเกษตร ข้อมูลด้านราคา และข้อมูลพื้นที่เพาะปลูกจากหลากหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อนำมาประมวลผลให้กลายเป็นภาพรวมเดียวกันที่ชัดเจน การบูรณาการข้อมูลในลักษณะนี้จะช่วยให้ภาครัฐสามารถรับรู้ข้อมูลได้รวดเร็วยิ่งขึ้นว่าผลผลิตจะออกสู่ตลาดเมื่อใด พื้นที่ใดกำลังเผชิญกับความเสี่ยง และราคาในตลาดเริ่มส่งสัญญาณการเปลี่ยนแปลงอย่างไรก่อนที่จะเกิดปัญหาจริง
นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) ได้ให้ข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับความท้าทายในการบริหารเสถียรภาพราคาสินค้าเกษตร โดยระบุว่าปัญหาหลักไม่ได้เกิดจากการขาดแคลนข้อมูลในระบบ แต่ปัญหาที่แท้จริงคือข้อมูลสำคัญเหล่านั้นกระจัดกระจายอยู่ในหลายหน่วยงาน ซึ่งแต่ละหน่วยงานต่างก็มีชุดข้อมูลที่มีจุดแข็งและลักษณะเฉพาะที่แตกต่างกันออกไป โจทย์สำคัญที่ท้าทายคือการนำเทคโนโลยีและระบบ AI เข้ามาเป็นตัวกลางในการเชื่อมโยงและประมวลผลข้อมูลเหล่านั้นเพื่อให้เห็นภาพรวมที่ครบถ้วน

นายนันทพงษ์ได้เน้นย้ำถึงวัตถุประสงค์ของการพัฒนาแพลตฟอร์มนี้ว่า ไม่ได้ต้องการที่จะทำการเก็บรวบรวมข้อมูลใหม่เพิ่มเติมให้ยุ่งยากซับซ้อน แต่เป้าหมายหลักคือการเชื่อมโยงและบูรณาการข้อมูลที่มีอยู่เดิมให้สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อให้สามารถตอบคำถามสำคัญได้ว่า ผลผลิตกำลังจะออกที่พื้นที่ใด ในช่วงเวลาใด และมีปริมาณมากน้อยเพียงใด รวมถึงสามารถวิเคราะห์ได้ว่าราคากำลังเคลื่อนไหวไปในทิศทางใด ซึ่งการมองเห็นภาพรวมทั้งหมดพร้อมกันจะช่วยให้ภาครัฐมีเวลาในการบริหารจัดการสถานการณ์ก่อนที่ปัญหาจะเกิดขึ้นจริง
แพลตฟอร์ม "ใกล้เก็บเกี่ยว" ถูกขับเคลื่อนภายใต้ความร่วมมือที่เข้มแข็งของ 4 กระทรวง โดยมีการเริ่มนำร่องในสินค้าเกษตรหลักอย่าง "ข้าว" เป็นลำดับแรก กระบวนการทำงานเริ่มจากการเชื่อมโยงข้อมูลทะเบียนข้าวเข้ากับข้อมูลจากดาวเทียม โดยในระยะเริ่มต้นจะใช้ข้อมูลจากทะเบียนเพื่อวิเคราะห์พื้นที่เพาะปลูก พันธุ์ข้าวที่ปลูก และรอบการเก็บเกี่ยวตั้งแต่ต้นฤดูกาล เพื่อสร้างฐานข้อมูลเบื้องต้นที่แม่นยำสำหรับการวางแผนในระยะยาว
เพื่อให้ข้อมูลมีความเป็นปัจจุบันและสอดคล้องกับสถานการณ์จริงมากที่สุด ระบบจะนำข้อมูลดาวเทียมที่ได้รับการอัปเดตรายพื้นที่ในทุกๆ สัปดาห์เข้ามาช่วยปรับปรุงภาพคาดการณ์ให้มีความแม่นยำมากขึ้น โดยเฉพาะในช่วงที่ใกล้ถึงฤดูกาลเก็บเกี่ยว ข้อมูลเหล่านี้จะช่วยให้เห็นภาพความเปลี่ยนแปลงของพื้นที่เพาะปลูกและการเติบโตของผลผลิตได้อย่างชัดเจน การใช้ข้อมูลดาวเทียมควบคู่ไปกับข้อมูลทะเบียนจึงเป็นกลไกสำคัญในการสร้างความแม่นยำให้กับระบบการคาดการณ์ของภาครัฐ
อีกหนึ่งองค์ประกอบสำคัญของระบบคือเรื่องของ "ราคา" ซึ่งถือเป็นสัญญาณบ่งชี้ที่สำคัญอย่างยิ่งในการบริหารจัดการสถานการณ์ของภาครัฐ โดยระบบจะนำข้อมูลราคาที่ได้รับรายงานจากพาณิชย์จังหวัดในทุกๆ วันมาทำการวิเคราะห์แนวโน้มควบคู่ไปกับปริมาณผลผลิตที่มีอยู่ในขณะนั้น หากระบบตรวจพบว่าราคาเริ่มมีการปรับตัวลดลงจนเข้าใกล้ระดับที่กำหนดให้เป็นระดับเฝ้าระวัง ระบบจะแจ้งเตือนให้เห็นสัญญาณก่อนที่จะเข้าสู่สภาวะวิกฤตที่ต้องเร่งแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วน ทำให้ภาครัฐสามารถมองเห็นทั้งปริมาณ ราคา และพื้นที่เสี่ยงได้ในภาพเดียวกัน
นายนันทพงษ์กล่าวเพิ่มเติมว่า การพัฒนานี้ถือเป็นการเปลี่ยนจาก Data ให้กลายเป็น Solution สำหรับการบริหารเสถียรภาพราคาสินค้าเกษตรอย่างแท้จริง โดยเปลี่ยนจากการใช้ข้อมูลเพียงเพื่อบอกว่า "เกิดอะไรขึ้น" ไปสู่การใช้ข้อมูลที่สามารถตอบคำถามได้ว่า "อะไรกำลังจะเกิดขึ้น" และ "ควรเตรียมรับมืออย่างไร" การเปลี่ยนแปลงนี้จะส่งผลให้มาตรการของภาครัฐมีความแม่นยำสูงขึ้น สามารถพุ่งเป้าไปยังกลุ่มเป้าหมายที่ถูกต้อง และสามารถดำเนินการได้ทันท่วงทีต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริงในพื้นที่ต่างๆ
นายนันทพงษ์ยังได้ย้ำถึงความสำคัญของเวลาในการบริหารจัดการว่า เมื่อภาครัฐสามารถรับรู้ข้อมูลได้เร็วขึ้น ก็จะส่งผลให้มีเวลาในการวางแผนและบริหารจัดการสถานการณ์ได้มากขึ้นตามไปด้วย โดยเป้าหมายสูงสุดของการพัฒนาแพลตฟอร์มนี้คือการนำผลการคาดการณ์ที่ได้จากระบบไปสู่การตัดสินใจที่ถูกต้อง และนำการตัดสินใจเหล่านั้นไปสู่การปฏิบัติจริง หรือการเปลี่ยนจาก Data ไปสู่ Decision และจาก Decision ไปสู่ Action เพื่อสร้างผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมในการช่วยเหลือเกษตรกรและผู้บริโภค
ในส่วนของความเชื่อมั่นทางเทคโนโลยี กระทรวงพาณิชย์มีความมั่นใจในระบบคลาวด์และ AI ของหัวเว่ย เนื่องจากเป็นเทคโนโลยีที่มีความมั่นคงปลอดภัยสูงและรองรับการประมวลผลในระดับสูงได้เป็นอย่างดี โดยระบบจะทำงานผ่านโครงสร้างพื้นฐานของ GDCC เพื่อเชื่อมโยงและวิเคราะห์ข้อมูลผลผลิตและราคาทั่วประเทศที่มีปริมาณมหาศาลและมีความซับซ้อนสูง นอกจากนี้ยังถูกออกแบบมาให้รองรับการต่อยอดข้อมูลและโมเดล AI ในอนาคต เพื่อให้การคาดการณ์และการตัดสินใจของภาครัฐมีความแม่นยำ รวดเร็ว และทันต่อสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา
หัวเว่ย คลาวด์ มีความสามารถโดดเด่นในการขยายศักยภาพและเพิ่มพลังการประมวลผลสำหรับ AI เพื่อรองรับปริมาณงานที่ใหญ่ขึ้น ข้อมูลที่มีจำนวนมากขึ้น หรือจำนวนผู้ใช้งานที่เพิ่มขึ้นได้ในทันทีโดยที่ประสิทธิภาพและความเร็วในการทำงานไม่ลดน้อยลงลงไป ระบบนี้เป็นบริการคลาวด์แบบเต็มรูปแบบที่ครอบคลุมตั้งแต่โครงสร้างพื้นฐานคลาวด์, Data Lake และการกำกับดูแล, การวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่, การพัฒนาและปรับใช้โมเดล AI ไปจนถึงความสามารถด้านความปลอดภัยและการปฏิบัติตามกฎหมาย เพื่อให้ข้อมูลจากหลายหน่วยงานสามารถเชื่อมต่อ ทำความสะอาด วิเคราะห์ และแปลงเป็นข้อมูลเชิงคาดการณ์ได้
นอกจากนี้ หัวเว่ย คลาวด์ ยังมีทีมบริการประจำภูมิภาคที่พร้อมสนับสนุนเป็นส่วนงานแรกในการช่วยคัดกรองข้อมูลที่ซับซ้อนและมาจากหลากหลายแหล่งให้สามารถถูกประมวลผลได้อย่างมีประสิทธิภาพ และพัฒนาให้กลายเป็นข้อมูลเชิงคาดการณ์ที่ใช้งานได้จริง ในขณะที่ยังคงรักษาความเสถียร ความปลอดภัย และความสามารถในการปรับตัวให้เข้ากับความต้องการของภาครัฐที่เปลี่ยนแปลงไป ระบบนี้ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับการขยายข้อมูลและโมเดล AI ในอนาคต เมื่อมีการขยายขอบเขตผลผลิตทางการเกษตร หรือมีพื้นที่ใหม่ๆ และโมเดลความเสี่ยงใหม่ๆ เพิ่มขึ้น พลังการคำนวณของ Elastic AI บนบริการคลาวด์ของหัวเว่ยจะสามารถปรับขนาดได้ตามความเหมาะสม ช่วยให้รัฐบาลจัดการสินค้าเกษตรได้อย่างแม่นยำและรวดเร็ว
หัวเว่ย คือผู้นำด้านโครงสร้างพื้นฐานเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT) และสมาร์ทดีไวซ์ที่ก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2530 โดยมีพนักงานกว่า 207,000 คน และดำเนินธุรกิจในกว่า 170 ประเทศทั่วโลก ให้บริการผู้คนมากกว่า 3,000 ล้านคนทั่วโลก วิสัยทัศน์และพันธกิจของหัวเว่ยคือการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาสู่การใช้งานทุกระดับเพื่อทุกผู้คน ทุกครัวเรือน และทุกองค์กร เพื่อวางรากฐานให้แก่โลกอัจฉริยะ โดยหัวเว่ยได้ส่งมอบการประมวลผลคอมพิวเตอร์หลากหลายรูปแบบเพื่อตอบโจทย์การใช้งานที่หลากหลาย
กระทรวงพาณิชย์ ใกล้เก็บเกี่ยว หัวเว่ย GDCC สินค้าเกษตร