หลักสูตร CEMIS คณะดุริยางคศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร จัดงาน CEMIS OPEN HOUSE 2026 เปิดพื้นที่ให้ผู้บริหารและนักสร้างสรรค์เห็นเส้นทางการต่อยอดประสบการณ์จริงสู่การสร้างผลลัพธ์ที่สร้าง Impact ในโลกจริง

หลักสูตรศิลปศาสตรดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ดนตรี นวัตกรรม และซอฟต์พาวเวอร์ (CEMIS) ภายใต้การดูแลของคณะดุริยางคศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ได้จัดกิจกรรมพิเศษในชื่อ CEMIS OPEN HOUSE 2026 ขึ้นมาเพื่อจุดประสงค์ในการเปิดพื้นที่แห่งการเรียนรู้และแบ่งปันประสบการณ์ โดยมุ่งเน้นไปที่กลุ่มเป้าหมายสำคัญอย่างผู้บริหาร ผู้ประกอบการ นักวิชาชีพ ศิลปิน นักสร้างสรรค์ นักวิจัย รวมถึงผู้ที่สนใจการศึกษาระดับดุษฎีบัณฑิตโดยเฉพาะ เพื่อให้เห็นถึงเส้นทางการพัฒนาที่ชัดเจน

การจัดงานในครั้งนี้มีเป้าหมายสำคัญในการแสดงให้เห็นถึงกระบวนการต่อยอดจาก "ประสบการณ์จริง" ของผู้ปฏิบัติงานในสายอาชีพต่างๆ ให้กลายเป็นความรู้ที่เข้มข้น งานวิจัยที่จับต้องได้ และนวัตกรรมที่สามารถสร้างผลลัพธ์หรือ Impact ที่สำคัญในโลกแห่งความเป็นจริงได้ โดยเน้นย้ำถึงการเปลี่ยนผ่านจากทักษะเฉพาะตัวไปสู่การสร้างคุณค่าในระดับที่กว้างขึ้นผ่านกระบวนการทางวิชาการที่ทันสมัยและสอดคล้องกับบริบทของสังคมปัจจุบันที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว

ภายในงานประกอบด้วยกิจกรรมที่เข้มข้นและหลากหลายเพื่อถ่ายทอดมุมมองที่แตกต่างกัน เริ่มต้นด้วยงาน Founding Talk ในหัวข้อ "Why We Created CEMIS" ซึ่งบรรยายโดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ วุฒิชัย เลิศสถากิจ อดีตคณบดีคณะดุริยางคศาสตร์ เพื่อบอกเล่าถึงที่มาและจุดเริ่มต้นของหลักสูตร ตามด้วย Vision Talk ในหัวข้อ "The Next Wave of Music & Arts" โดย อาจารย์ ดร.นลิน เพ็ชรอินทร์ คณบดีคณะดุริยางคศาสตร์ ที่จะมาฉายภาพอนาคตของวงการดนตรีและศิลปะในยุคใหม่

นอกจากนี้ยังมีช่วง Panel Discussion ในหัวข้อ "Inside CEMIS: From Expertise to New Value" ซึ่งเป็นการเสวนาที่เข้มข้นโดย ดร.ณัฐพล ประดิษฐผลเลิศ ผู้ก่อตั้งและผู้อำนวยการหลักสูตร CEMIS ร่วมกับตัวแทนนักศึกษา CEMIS รุ่นแรก การเสวนาในส่วนนี้มุ่งเน้นไปที่การถ่ายทอดประสบการณ์ตรงของกลุ่มมืออาชีพที่ตัดสินใจก้าวเข้าสู่บทบาทของนักวิจัย เพื่อค้นหาแนวทางในการสร้างคุณค่าใหม่ๆ จากความเชี่ยวชาญเดิมที่มีอยู่เดิมให้กลายเป็นนวัตกรรมที่สร้างสรรค์และตอบโจทย์ความต้องการของสังคมในปัจจุบัน

ดร.นลิน เพ็ชรอินทร์ คณบดีคณะดุริยางคศาสตร์ ได้กล่าวถึงภาพลักษณ์ของมหาวิทยาลัยศิลปากรในอดีตว่า มักจะมีภาพจำที่โดดเด่นในเรื่องของความเป็นเลิศด้านศิลปะ โดยเฉพาะในด้านดุริยางคศาสตร์ที่ผู้คนมักนึกถึงนักดนตรีหรือนักร้องที่มีทักษะการเล่นดนตรีและการร้องเพลงที่เข้มข้นเป็นหลัก อย่างไรก็ตาม เมื่อโลกก้าวเข้าสู่ยุคที่มีความรวดเร็วในทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นด้านเทคโนโลยี สังคม หรือเศรษฐกิจ ซึ่งมีการ Disrupt อยู่ตลอดเวลาเพื่อให้เกิดการพัฒนาสิ่งใหม่ๆ มักจะมีการเชื่อมโยงเข้าสู่เรื่องของเทคโนโลยีอยู่บ่อยครั้ง

การเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึง Ecosystem หรือความสัมพันธ์อย่างเป็นระบบระหว่างสิ่งมีชีวิตกับสิ่งแวดล้อมรอบตัว รวมถึงเครือข่ายความร่วมมือทางธุรกิจที่ต้องพึ่งพาอาศัยกันเพื่อให้เติบโตไปพร้อมกัน รวมถึงระบบเศรษฐกิจ (Economy) ที่ครอบคลุมถึงระบบบริหารจัดการทรัพยากร การค้า การลงทุน การเงิน และการผลิตของประเทศในระดับต่างๆ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อการพัฒนาของสถาบันการศึกษาและสถาบันสอนดนตรีในปัจจุบัน เพื่อให้สามารถปรับตัวเข้ากับความเปลี่ยนแปลงของโลกที่หมุนไปอย่างรวดเร็วได้

คณบดีคณะดุริยางคศาสตร์ได้กล่าวต่อไปว่า จากการติดตามนักศึกษาที่จบการศึกษาไปแล้วในสังคม พบว่ามีนักศึกษาจำนวนไม่น้อยที่ยังขาดการปรับตัวที่เพียงพอต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกภายนอก ด้วยเหตุนี้ในปี พ.ศ. 2565 มหาวิทยาลัยจึงได้ตัดสินใจปรับปรุงหลักสูตรครั้งใหญ่เพื่อให้เกิดความชัดเจนในการผลิตบัณฑิตในปัจจุบัน คณะดุริยางคศาสตร์จึงแบ่งออกเป็น 2 หลักสูตรหลัก คือ หลักสูตรดุริยางคศาสตร์บัณฑิต และหลักสูตรศิลปศาสตร์บัณฑิต เพื่อตอบโจทย์ความต้องการที่แตกต่างกันของนักศึกษาในแต่ละกลุ่มอย่างชัดเจนและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

สำหรับหลักสูตรดุริยางคศาสตร์บัณฑิตนั้น จะเน้นไปที่การฝึกฝนทักษะการเล่นดนตรีและการร้องเพลงโดยเฉพาะ ผ่าน 5 เอกวิชาหลัก ได้แก่ 1. ดนตรีคลาสสิก 2. ดนตรีแจ๊ส 3. ดนตรีเชิงพาณิชย์ 4. ละครเพลง และ 5. ดนตรีและสื่อสร้างสรรค์ ซึ่งเป็นการปูพื้นฐานทักษะทางศิลปะที่เข้มข้นให้กับผู้ที่ต้องการเป็นศิลปินมืออาชีพ ในขณะที่หลักสูตรศิลปศาสตร์บัณฑิตจะเน้นไปที่กลุ่มนักศึกษาที่มีความสนใจและความชอบในอุตสาหกรรมดนตรีและบันเทิง โดยต้องการเรียนรู้การจัดการดนตรีในภาคธุรกิจอย่างเป็นระบบ

หลักสูตรศิลปศาสตร์บัณฑิตจะแบ่งออกเป็น 2 เอกวิชาที่สำคัญ ได้แก่ 1. วิชาธุรกิจดนตรีและบันเทิง และ 2. วิชาการจัดการและพัฒนาไอดอลและอินฟลูเอนเซอร์ ซึ่งการออกแบบหลักสูตรเช่นนี้มีเป้าหมายสำคัญเพื่อสร้างบุคลากรให้มีความเป็นตัวของตัวเอง กล้าที่จะคิดและกล้าที่จะลงมือทำ รวมถึงสามารถมองโลกในมุมมองที่มีการวิเคราะห์และหาเหตุผลประกอบได้อย่างเป็นระบบ ผลลัพธ์ที่ได้คือการเห็นนักศึกษามีความ Flexible หรือมีความยืดหยุ่นในการทำงาน และสามารถปรับตัวเข้ากับสถานการณ์ต่างๆ ได้ง่ายขึ้น ซึ่งข้อมูลเหล่านี้ได้รับมาจากเสียงสะท้อนของภาคเอกชนที่นักศึกษาได้เข้าไปทำงานจริง

ในปีการศึกษา 2569 คณะดุริยางคศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ได้เปิดหลักสูตรศิลปศาสตรมหาบัณฑิตในระดับปริญญาโท (CMIS) ซึ่งเป็นหลักสูตรที่ผสมผสานระหว่างดนตรี เทคโนโลยี และความคิดสร้างสรรค์เข้าด้วยกัน เพื่อมุ่งเน้นการสร้างคุณค่าและมูลค่าทางธุรกิจ โดยมีระยะเวลาการศึกษา 2 ปี และจำนวนหน่วยกิตไม่น้อยกว่า 36 หน่วยกิต และที่สำคัญคือหลักสูตรศิลปศาสตรดุษฎีบัณฑิต ในระดับปริญญาเอก (CEMIS) ซึ่งมีระยะเวลาการศึกษา 3 ปี โดยผู้เรียนจะต้องศึกษารายวิชาหลักในรูปแบบ Coursework ในปีแรกจำนวน 5 รายวิชา และดำเนินการวิจัยเพื่อสร้างองค์ความรู้ใหม่ รวมจำนวนหน่วยกิตไม่น้อยกว่า 51 หน่วยกิต

ดร.ณัฐพล ประดิษฐผลเลิศ ผู้ก่อตั้งและผู้อำนวยการหลักสูตร CEMIS มหาวิทยาลัยศิลปากร ได้กล่าวถึงที่มาของหลักสูตรว่าที่ผ่านมาคณะดุริยางคศาสตร์ ม.ศิลปากร ได้สร้างศิลปินและนักแสดงที่เข้าไปอยู่ในอุตสาหกรรมบันเทิงจำนวนมาก และมีความต้องการที่จะให้คนเหล่านี้ได้นำองค์ความรู้ที่มีอยู่มาทำให้เกิดประโยชน์เพื่อส่งต่อให้คนรุ่นถัดไป จึงเป็นที่มาของแนวคิดในการสร้างหลักสูตร CMIS ระดับปริญญาโท และหลักสูตร CEMIS ระดับปริญญาเอก สาขาวิชาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ดนตรี นวัตกรรม และซอฟต์พาวเวอร์ เพื่อตอบโจทย์สถานการณ์ปัจจุบันและอนาคตของประเทศได้อย่างตรงจุด

ดร.ณัฐพล กล่าวเพิ่มเติมว่าการบูรณาการทั้ง 4 ศาสตร์ ได้แก่ ดนตรี เทคโนโลยี ความคิดสร้างสรรค์ และซอฟต์พาวเวอร์ จะสามารถพัฒนาองค์ความรู้ใหม่และต่อยอดสู่การขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศได้อย่างดีเยี่ยม อีกทั้งยังเป็นหลักสูตรแรกในไทยที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์จริงได้กับธุรกิจของตนเอง โดยหลักสูตรปริญญาเอกเปิดมาแล้ว 2 รุ่น และกำลังจะเปิดรับสมัครรุ่นที่ 3 พร้อมกับหลักสูตรปริญญาโท ตั้งแต่วันนี้ถึง 19 ตุลาคม 2569 เพื่อตอบโจทย์ในยุคที่ AI เข้ามามีบทบาทสำคัญ โดยมุ่งเน้นให้มนุษย์สามารถอยู่ร่วมกับ AI ได้ผ่านผลงาน แนวคิด และกระบวนการที่เกิดจากการคิดและหาคำตอบด้วยตนเอง

ในยุคที่เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทสำคัญ การที่มนุษย์จะยังคงมีตัวตนที่ชัดเจนได้นั้นต้องอาศัยผลงาน แนวคิด การสื่อสาร และกระบวนการทั้งหมดที่เข้มข้น ซึ่งหลักสูตรนี้ไม่ได้เน้นเพียงแค่การสอนจากผู้สอนเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการที่หลักสูตรจะกระตุ้นและชวนให้ผู้เรียนได้คิดและหาคำตอบด้วยตนเองเพื่อนำไปสู่การต่อยอดและพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้ง โดยมีทั้งศิลปิน ผู้บริหาร นักธุรกิจ และอาจารย์ที่มีความรู้ความสามารถและประสบการณ์จำนวนมากพร้อมที่จะถ่ายทอดความรู้เหล่านี้ออกไป เพื่อสร้างความพร้อมให้แก่ผู้เรียนในการก้าวไปสู่ความสำเร็จในโลกแห่งความจริง

CEMIS มหาวิทยาลัยศิลปากร คณะดุริยางคศาสตร์ SoftPower เศรษฐกิจสร้างสรรค์