นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยสถานการณ์อุทกภัยที่ส่งผลกระทบต่อสถานประกอบการใน 55 จังหวัด พร้อมเตรียมมาตรการฟื้นฟูและพักชำระหนี้เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการ
เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2569 นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ได้ออกมาเปิดเผยข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับสถานการณ์อุทกภัยที่กำลังเกิดขึ้นและผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อภาคอุตสาหกรรมของประเทศ โดยจากการติดตามข้อมูลล่าสุดจากศูนย์บริหารสถานการณ์วิกฤต กระทรวงอุตสาหกรรม หรือที่รู้จักกันในชื่อศูนย์ CMC ณ วันที่ 2 ตุลาคม 2569 พบว่ามีสถานประกอบการจำนวนมากได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศ
จากการตรวจสอบข้อมูลของศูนย์ CMC พบว่ามีสถานประกอบการที่ได้รับผลกระทบในพื้นที่ 55 จังหวัด รวมทั้งสิ้นจำนวน 4,216 ราย โดยกลุ่มผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบประกอบไปด้วย โรงงานอุตสาหกรรมจำนวน 126 ราย ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อมหรือ SMEs จำนวน 4,006 ราย นอกจากนี้ยังมีวิสาหกิจชุมชนที่ได้รับผลกระทบอีก 82 ราย และเหมืองแร่จำนวน 2 ราย ซึ่งทั้งหมดนี้ถือเป็นกลุ่มเป้าหมายหลักที่กระทรวงอุตสาหกรรมกำลังเร่งดำเนินการช่วยเหลือในขณะนี้
จากการประเมินเบื้องต้นพบว่ามูลค่าความเสียหายของสถานประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยครั้งนี้ คิดเป็นมูลค่ารวมสูงถึง 147.84 ล้านบาท โดยเมื่อพิจารณาแยกตามพื้นที่จังหวัดที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด พบว่าเป็นพื้นที่กรุงเทพมหานครที่มีจำนวนผู้ประกอบการได้รับผลกระทบสูงถึง 1,114 ราย ตามมาด้วยจังหวัดสมุทรปราการ 499 ราย จังหวัดปราจีนบุรี 405 ราย จังหวัดระยอง 272 ราย และจังหวัดปทุมธานี 232 ราย ตามลำดับ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความรุนแรงของสถานการณ์ในพื้นที่เหล่านี้
ในส่วนของจังหวัดที่มีมูลค่าความเสียหายของทรัพย์สินและสถานประกอบการสูงที่สุดจากการสำรวจพบว่า คือจังหวัดสระแก้วที่มีมูลค่าความเสียหายสูงถึง 58.17 ล้านบาท รองลงมาคือจังหวัดนครปฐม 16.65 ล้านบาท จังหวัดสมุทรปราการ 14.34 ล้านบาท จังหวัดปทุมธานี 14.15 ล้านบาท และจังหวัดจันทบุรี 9.58 ล้านบาท ตามลำดับ ข้อมูลเหล่านี้ถูกนำมาใช้ในการวางแผนจัดสรรทรัพยากรและการช่วยเหลือให้ตรงจุดตามความสำคัญของแต่ละพื้นที่ที่ได้รับความเสียหายจากเหตุการณ์น้ำท่วม
จากการสำรวจความต้องการความช่วยเหลือของผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบ พบว่าส่วนใหญ่คิดเป็นร้อยละ 95 ของผู้ประกอบการทั้งหมด ระบุว่าต้องการความช่วยเหลือในด้านการเงินเป็นหลัก ในขณะที่อีกประมาณร้อยละ 5 ของผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบ ต้องการความช่วยเหลือในด้านอื่น ๆ ที่ไม่ใช่การเงิน เช่น การขอความช่วยเหลือในการระบายน้ำออกจากพื้นที่รอบโรงงาน การขอรับการสนับสนุนกระสอบทราย หรือถุงบิ๊กแบ็คเพื่อกั้นน้ำ รวมถึงการขอเครื่องสูบน้ำ และการขอรับถุงยังชีพซึ่งประกอบด้วยน้ำดื่มและสิ่งของจำเป็นพื้นฐาน
นอกจากความช่วยเหลือด้านอุปกรณ์แล้ว ผู้ประกอบการยังมีความต้องการในด้านการฟื้นฟูซ่อมแซมอาคาร การทำความสะอาดพื้นที่หลังน้ำลด การซ่อมแซมเครื่องจักร อุปกรณ์ต่าง ๆ รวมถึงระบบไฟฟ้าที่ได้รับความเสียหายจากน้ำท่วม รวมถึงการขอยกเว้นค่าธรรมเนียมต่าง ๆ ในการดำเนินกิจการ ซึ่งในส่วนของการช่วยเหลือที่ไม่ใช่การเงินนั้น กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (กสอ.) ได้ประสานความร่วมมือกับสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดเพื่อเข้าช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบอย่างเต็มที่
สำหรับการดำเนินการในพื้นที่ที่ยังประสบปัญหาน้ำท่วมขังอยู่ในขณะนี้ ทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ให้คำปรึกษาและประสานงานผ่านช่องทางโทรศัพท์และวิดีโอคอล เพื่อให้คำแนะนำเบื้องต้นแก่ผู้ประกอบการ ส่วนในพื้นที่ที่ระดับน้ำลดลงแล้ว ทางหน่วยงานจะจัดทีมลงพื้นที่เพื่อเข้าดำเนินการช่วยเหลือตามลำดับความเร่งด่วน โดยมีแผนที่จะเริ่มดำเนินการอย่างเต็มรูปแบบในสัปดาห์หน้า ซึ่งขณะนี้มีผู้ประกอบการแจ้งความประสงค์ขอความช่วยเหลือเข้ามาแล้วกว่า 200 ราย
ในส่วนของการช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่โดยรอบนิคมอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรมได้เร่งดำเนินการอย่างต่อเนื่อง โดยมีการแจกถุงยังชีพไปแล้วจำนวน 9,100 ถุง รวมถึงมีการจัดส่งถุงยังชีพเพิ่มเติมเพื่อช่วยเหลือพนักงานโรงงานและประชาชนที่ไม่สามารถเคลื่อนย้ายออกจากพื้นที่ได้ในจังหวัดสุพรรณบุรีและจันทบุรีอีกจำนวน 560 ถุง พร้อมทั้งมีการสนับสนุนถุงบิ๊กแบ็คจำนวน 150 ถุง เพื่อใช้ในการป้องกันและบรรเทาความเดือดร้อนในเบื้องต้นให้กับประชาชนในพื้นที่ประสบภัย
นอกจากนี้ กระทรวงอุตสาหกรรมยังได้มอบหมายให้สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดดำเนินการประสานงานกับผู้ประกอบการที่มีศักยภาพในพื้นที่ โดยเฉพาะสถานประกอบการขนาดใหญ่และเหมืองแร่ เพื่อให้เข้ามามีส่วนร่วมในการช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ใกล้เคียง ทั้งในด้านการสนับสนุนอาหาร น้ำดื่ม เครื่องอุปโภคบริโภคที่จำเป็น รวมถึงการสนับสนุนกระสอบทราย และการจัดหารถบรรทุกขนาดใหญ่เพื่อใช้ในการเคลื่อนย้ายประชาชนที่ได้รับผลกระทบไปยังศูนย์พักพิงให้ได้รับความปลอดภัยอย่างรวดเร็ว
ขณะเดียวกัน กรมโรงงานอุตสาหกรรม และกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ ได้ดำเนินการเตรียมความพร้อมของถุงบิ๊กแบ็คเพิ่มเติมอีกจำนวน 1,000 ถุง เพื่อเตรียมพร้อมสนับสนุนให้กับหน่วยงานหรือสถานประกอบการที่ส่งคำร้องขอเข้ามา นอกจากนี้ยังได้เปิดสายด่วน 1564 เพื่อเป็นช่องทางหลักในการรับแจ้งความต้องการความช่วยเหลือจากโรงงาน ผู้ประกอบการ SMEs และวิสาหกิจชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์อุทกภัยในครั้งนี้ เพื่อให้สามารถเข้าถึงความช่วยเหลือได้อย่างรวดเร็วและทั่วถึง
สำหรับการดำเนินการฟื้นฟูในระยะต่อไป รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมระบุว่า จะเร่งดำเนินการให้สถานประกอบการสามารถกลับมาเดินเครื่องจักรและดำเนินธุรกิจได้ตามปกติโดยเร็วที่สุด โดยกรมส่งเสริมอุตสาหกรรมได้เริ่มโครงการ Rebuild SMEs ซึ่งมีการส่งทีมนักวินิจฉัยสถานประกอบการลงพื้นที่เพื่อประเมินสุขภาพของธุรกิจ วิเคราะห์ปัญหาที่เกิดขึ้น และจัดให้มีผู้เชี่ยวชาญเข้ามาให้คำปรึกษาและแก้ไขปัญหาให้เหมาะสมกับบริบทของผู้ประกอบการแต่ละรายอย่างเฉพาะเจาะจง
ในด้านมาตรการสนับสนุนอื่น ๆ กรมโรงงานอุตสาหกรรมเตรียมออกประกาศยกเว้นค่าธรรมเนียมรายปีให้แก่โรงงานในพื้นที่ประสบภัยเพื่อลดภาระค่าใช้จ่าย ส่วนมาตรการทางการเงินจาก SME D Bank จะมีการพักชำระหนี้เงินต้นและดอกเบี้ยสูงสุดไม่เกิน 12 เดือน พร้อมมาตรการเติมทุนฉุกเฉินวงเงิน 10% ของวงเงินเดิม สูงสุด 200,000 บาท ดอกเบี้ย MLR ต่อปี ผ่อนชำระสูงสุด 3 ปี และสำหรับกองทุนเอสเอ็มอีตามแนวประชารัฐ จะมีการพักชำระเงินต้นและดอกเบี้ยเป็นเวลา 3 เดือน นอกจากนี้กรมส่งเสริมอุตสาหกรรมยังมีสินเชื่อเงินไว ฟื้นภัยพิบัติ วงเงิน 50 ล้านบาท สำหรับลูกหนี้ชั้นดี และสินเชื่อสำหรับผู้ประกอบการรายใหม่ที่สามารถขอได้สูงสุด 1 ล้านบาทต่อราย โดยกำหนดอัตราดอกเบี้ย 0% ในช่วง 6 เดือนแรก เพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนและฟื้นฟูกิจการให้กลับมาเข้มแข็งอีกครั้ง
วราวุธ กระทรวงอุตสาหกรรม น้ำท่วม SME ฟื้นฟูอุตสาหกรรม