ภาพยนตร์เรื่อง “เฉิ่ม” (Midnight My Love) ได้รับการประกาศขึ้นทะเบียนเป็น “มรดกภาพยนตร์ของชาติ ปี 2569” โดยหอภาพยนตร์ (องค์การมหาชน) ท่ามกลางการรวมตัวของนักแสดงและผู้กำกับในโอกาสสำคัญ
หอภาพยนตร์ (องค์การมหาชน) ได้ประกาศขึ้นทะเบียน “มรดกภาพยนตร์ของชาติ ครั้งที่ 16” ประจำปี 2569 อย่างเป็นทางการ เพื่อเฉลิมฉลองเนื่องใน “วันอนุรักษ์ภาพยนตร์ไทย” ซึ่งตรงกับวันที่ 4 ตุลาคมของทุกปี ณ โรงภาพยนตร์ศาลาศีนิมา หอภาพยนตร์ โดยการประกาศในครั้งนี้ถือเป็นการเชิดชูคุณค่าของผลงานภาพยนตร์ไทยที่มีความสำคัญต่อประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของชาติอย่างยิ่งยวด

สำหรับภาพยนตร์เรื่อง “เฉิ่ม” (2548) ซึ่งเป็นผลงานคุณภาพจากค่าย สหมงคลฟิล์ม อินเตอร์เนชั่นแนล ได้รับการคัดเลือกให้เป็น 1 ใน 12 เรื่องที่ได้รับการขึ้นทะเบียนในปีนี้ โดยในพิธีสำคัญดังกล่าวได้รับเกียรติจาก คุณเตือนใจ เตชะรัตนประเสริฐ รองประธานกรรมการ บริษัท สหมงคลฟิล์ม อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด เข้าร่วมงาน พร้อมด้วย คงเดช จาตุรันต์รัศมี ผู้กำกับและเขียนบท และนักแสดงนำระดับแถวหน้าอย่าง นุ่น-วรนุช ภิรมย์ภักดี และ หม่ำ จ๊กมก-เพ็ชรทาย วงษ์คำเหลา ที่มาร่วมงานในครั้งนี้ด้วย
หอภาพยนตร์ได้กล่าวถึงความสำคัญของภาพยนตร์ไทยที่สะท้อนภาพสังคมในช่วงทศวรรษ 2540 ของเรื่องนี้ไว้อย่างลึกซึ้ง โดยระบุว่าจุดเด่นสำคัญในงานภาพยนตร์ของคงเดชตั้งแต่เรื่องแรกและเรื่องต่อๆ มา คือการบันทึกสภาพสังคมและการเมืองไทยแทรกเอาไว้เป็นส่วนหนึ่งของเรื่อง สำหรับ “เฉิ่ม” นั้นเป็นช่วงเวลาที่ ทักษิณ ชินวัตร ดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งมีนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจและพัฒนาเทคโนโลยีให้ก้าวหน้า ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงหลายด้านในสังคมเมือง

การเปลี่ยนแปลงของสังคมเมืองในยุคนั้นส่งผลให้เกิดความขัดแย้งในเชิงความรู้สึก โดยเฉพาะเมื่อต้องเผชิญกับโลกส่วนตัวของตัวละครที่ยังคงถวิลหาอดีตและมีความเชื่องช้าเกินกว่าจะตามทันความเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วของยุคสมัย นอกจากนี้ ภาพยนตร์ยังถ่ายทอดให้เห็นภาพของเมืองหลวงในฐานะจุดหมายปลายทางของผู้คนกลุ่มหนึ่งที่เข้ามาแสวงหาโอกาสในการสร้างเนื้อสร้างตัว และถูกชักจูงด้วยความฝันถึงอนาคตที่ดีกว่าเดิมในเมืองหลวงที่เต็มไปด้วยความหวัง
ในอีกแง่หนึ่ง “เฉิ่ม” จึงทำหน้าที่เป็นทั้งจดหมายเหตุกรุงเทพมหานครยามราตรีในช่วงเวลาเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญของประเทศ โดยเป็นหนังรักที่พูดถึงความสัมพันธ์และความเปลี่ยนแปลงในชีวิตของตัวละครที่ทั้งโรแมนติกและเจ็บปวดในเวลาเดียวกัน อีกทั้งยังถือเป็นหมุดหมายทางการแสดงของนักแสดงและผู้กำกับภาพยนตร์ที่ยังคงมีผลงานต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน และเป็นตัวแทนของภาพยนตร์ไทยในทศวรรษ 2540 ที่ยังคงได้รับการจดจำ กล่าวถึง รวมถึงตีความสัญลักษณ์และองค์ประกอบต่างๆ จากผู้ชมอยู่เสมอแม้เวลาจะล่วงเลยผ่านมากว่าสองทศวรรษ

กระบวนการดำเนินงานของโครงการนี้เริ่มต้นมาตั้งแต่ปี 2554 เพื่อให้ทุกคนได้ตระหนักถึงความสำคัญในการอนุรักษ์ภาพยนตร์ไทย โดยในปีนี้การคัดเลือกส่วนหนึ่งมาจากประชาชนกว่า 1,200 คน ที่ร่วมเสนอรายชื่อภาพยนตร์ 323 เรื่อง รวมกับรายชื่อภาพยนตร์อีกส่วนในคลังอนุรักษ์ของหอภาพยนตร์ ได้ถูกนำมาให้คณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิจากหลากหลายสาขาอาชีพรวม 34 คน พิจารณาคัดเลือกโดยใช้หลักเกณฑ์คุณค่าและความสำคัญทางประวัติศาสตร์ อิทธิพลต่อสังคม วัฒนธรรม และศิลปะ จนเห็นสมควรให้ขึ้นทะเบียนเป็น “มรดกภาพยนตร์ของชาติ ประจำปี 2569” จำนวน 12 เรื่อง และเมื่อรวมกับปีที่ผ่านๆ มาทำให้มีภาพยนตร์ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนแล้วทั้งสิ้น 275 เรื่อง
สำหรับภาพยนตร์ไทยของสหมงคลฟิล์มฯ ที่เคยได้รับการขึ้นทะเบียนเป็น “มรดกภาพยนตร์ของชาติ” มาก่อนหน้านี้ ได้แก่ “แผลเก่า” (2520), “กล่อง” (2541), “สุริโยไท” (2544), “องค์บาก” (2546), “โหมโรง” (2547), “รักแห่งสยาม” (2550) และ “อาปัติ” (2558) ซึ่งล้วนเป็นผลงานที่ได้รับการยอมรับในระดับสากลและในระดับชาติอย่างต่อเนื่อง โดยสามารถดูรายชื่อและข้อมูลสังเขปของภาพยนตร์ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนมรดกของชาติทั้งหมดได้ที่เว็บไซต์ของหอภาพยนตร์

#เฉิ่ม#หอภาพยนตร์#สหมงคลฟิล์ม#มรดกภาพยนตร์ของชาติ#หม่ำจ๊กมก#นุ่นวรนุช









เฉิ่ม หอภาพยนตร์ สหมงคลฟิล์ม มรดกภาพยนตร์ของชาติ หม่ำจ๊กมก นุ่นวรนุช