สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) ยกระดับศูนย์ AIGPC สู่การเป็นกลไกกลางขับเคลื่อนธรรมาภิบาลปัญญาประดิษฐ์ พร้อมเปิดตัว AI Governance Sandbox เพื่อทดลองและประเมินความเสี่ยงก่อนนำไปใช้งานจริง
สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ หรือ ETDA เดินหน้ายกระดับศูนย์ AI Governance Practice Center (AIGPC) ให้ก้าวสู่การเป็นกลไกกลางที่สำคัญในการขับเคลื่อนธรรมาภิบาลปัญญาประดิษฐ์ของประเทศไทยอย่างเป็นรูปธรรม โดยมุ่งเน้นการสร้างมาตรฐานที่ชัดเจนสำหรับการใช้งานเทคโนโลยีในอนาคต พร้อมทั้งกำหนดทิศทางในปี 2570 ที่มุ่งเน้นการเปลี่ยนผ่านจากหลักการเชิงทฤษฎีไปสู่การลงมือปฏิบัติจริงผ่านโครงการสำคัญอย่าง AI Governance Sandbox ซึ่งเป็นพื้นที่เฉพาะสำหรับการทดลองและประเมินความเสี่ยงจากระบบ AI Solution และแนวทางเชิงนโยบายต่างๆ ก่อนที่จะมีการนำเทคโนโลยีเหล่านั้นไปปรับใช้ในวงกว้างในชีวิตจริง

นางสาวรจนา ล้ำเลิศ ที่ปรึกษา ETDA และผู้อำนวยการศูนย์ AIGPC ได้เปิดเผยถึงความท้าทายที่พบจากการขับเคลื่อนงานในปี 2569 โดยระบุว่าประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่ที่การสร้างความรับรู้หรือการผลักดันให้ผู้คนหันมาใช้ AI แต่ความท้าทายที่แท้จริงอยู่ที่ความแตกต่างของแต่ละองค์กรในด้านระดับความรู้ ความพร้อม และความสามารถในการบริหารจัดการความเสี่ยงจากปัญญาประดิษฐ์ที่แตกต่างกันอย่างมาก ซึ่งความท้าทายเหล่านี้สามารถสรุปออกมาเป็นโมเดลที่เรียกว่า “G-A-P” ซึ่งครอบคลุมช่องว่างสำคัญ 3 ประการที่ต้องเร่งแก้ไขเพื่อให้การนำ AI มาใช้ในประเทศมีความปลอดภัยและเป็นไปตามหลักธรรมาภิบาลที่ถูกต้อง
ช่องว่างแรกในโมเดล G-A-P คือความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการกำกับดูแล AI หรือ Governance Knowledge Understanding ซึ่งพบว่าแม้หลายองค์กรจะเริ่มมีการนำ AI เข้ามาประยุกต์ใช้ทั้งในส่วนงานหน้าบ้านและงานหลังบ้านแล้ว แต่หลายแห่งยังขาดความเข้าใจที่ลึกซึ้งเกี่ยวกับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากระบบ AI โดยเฉพาะในประเด็นสำคัญอย่างการตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลและผลลัพธ์ที่ระบบผลิตออกมา การกำหนดขอบเขตความรับผิดชอบที่ชัดเจนว่าควรอยู่ที่ใคร และหากเกิดความเสียหายหรือความผิดพลาดขึ้นจากระบบ AI ใครจะเป็นผู้รับผิดชอบต่อความเสียหายเหล่านั้น ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญที่ต้องมีการวางโครงสร้างให้ชัดเจนก่อนการใช้งานจริง

ช่องว่างที่สองคือความพร้อมในการนำ AI ไปประยุกต์ใช้ หรือ AI Readiness ซึ่งพบว่าหลายองค์กรยังมีความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนโดยมองว่า AI หมายถึงเพียงแค่เครื่องมืออย่าง ChatGPT หรือ Chatbot เท่านั้น และมักประเมินความพร้อมเพียงแค่บุคลากรสามารถใช้งานเครื่องมือเหล่านั้นได้หรือไม่ แต่ในความเป็นจริงความพร้อมที่แท้จริงต้องครอบคลุมไปถึงการตระหนักรู้ว่า AI ถูกนำไปใช้ในกระบวนการใดบ้าง และส่งผลกระทบต่อประชาชนหรือผู้รับบริการในลักษณะใด รวมถึงการตรวจสอบว่าข้อมูลที่นำมาใช้มีความเหมาะสมหรือไม่ และผลลัพธ์ที่ได้มีความถูกต้องหรือมีความลำเอียงแฝงอยู่หรือไม่ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจเลือกใช้เทคโนโลยี
ช่องว่างสุดท้ายคือการเปลี่ยนหลักการจริยธรรมไปสู่การปฏิบัติจริง หรือ Principle to Practice ซึ่งที่ผ่านมาการขับเคลื่อนด้าน AI Governance มักให้ความสำคัญกับหลักการพื้นฐาน เช่น ความโปร่งใส ความเป็นธรรม ความปลอดภัย และการป้องกันความลำเอียง หรือ Bias แต่คำถามสำคัญที่ท้าทายในปัจจุบันคือ องค์กรต่างๆ จะสามารถนำหลักการเหล่านี้ไปประยุกต์ใช้กับระบบ AI จริงๆ ได้อย่างไร การเปลี่ยนจากหลักการในกระดาษให้กลายเป็นแนวทางปฏิบัติที่จับต้องได้จึงเป็นหัวใจสำคัญของการขับเคลื่อนงานในระยะต่อไป เพื่อให้มั่นใจว่าการพัฒนาเทคโนโลยีจะเดินไปพร้อมกับความรับผิดชอบต่อสังคมอย่างยั่งยืน

สำหรับทิศทางในปี 2570 ETDA ได้กำหนดเป้าหมายในการขับเคลื่อนงาน AI Governance โดยเน้นย้ำคำว่า “Action” ให้มากขึ้นผ่านการยกระดับศูนย์ AIGPC ให้เป็นกลไกกลางในการขับเคลื่อน AI Governance Sandbox ซึ่งเป็นพื้นที่เปิดให้องค์กรต่างๆ สามารถนำ AI Solution หรือแนวทางเชิงนโยบายมาทดลองกับกรณีการใช้งานจริง (Use Case) ในสภาพแวดล้อมที่ถูกควบคุมไว้อย่างเหมาะสม เพื่อค้นหาความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น กำหนดเกณฑ์การประเมินที่ชัดเจน และทำการปรับปรุงระบบให้สมบูรณ์ก่อนที่จะนำไปใช้งานในวงกว้าง โดยมีแนวคิดสำคัญคือการไม่รอให้เกิดปัญหาขึ้นก่อนแล้วค่อยแก้ไข แต่เป็นการตรวจพบความเสี่ยงตั้งแต่ก่อนที่จะนำ AI ไปใช้งานจริง
กระบวนการของ AI Governance Sandbox จะเน้นการนำผลจากการทดสอบมาใช้ร่วมกันในการออกแบบแนวทางกำกับดูแลให้เหมาะสมกับลักษณะการใช้งานที่หลากหลายของแต่ละภาคส่วน โดย ETDA จะทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการเชื่อมโยงระหว่างหน่วยงานเจ้าของ Use Case ผู้พัฒนาเทคโนโลยี ผู้เชี่ยวชาญ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เข้ามามีส่วนร่วมในการทดลองและพัฒนาเกณฑ์กำกับดูแลร่วมกัน ตัวอย่างเช่น หากองค์กรสื่อมวลชนมีความต้องการที่จะพัฒนา “AI Reporter” ก็สามารถนำระบบดังกล่าวเข้ามาทดสอบใน Sandbox เพื่อประเมินความเสี่ยงในด้านต่างๆ ได้อย่างละเอียด

การทดสอบใน Sandbox จะช่วยให้องค์กรสามารถประเมินได้ว่า AI ที่พัฒนาขึ้นมีความเสี่ยงในด้านใดบ้าง ข้อมูลที่นำมาใช้มีความรอบด้านเพียงพอหรือไม่ ผลลัพธ์ที่ได้มีความลำเอียงหรือคลาดเคลื่อนไปจากความเป็นจริงหรือไม่ และควรมีการวางระบบกำกับดูแลอย่างไรก่อนที่จะนำไปใช้งานจริง ซึ่งกระบวนการเหล่านี้จะทำให้ AI Governance Sandbox ไม่ได้เป็นเพียงแค่แนวคิดเชิงนโยบายที่ลอยตัวอยู่ แต่เป็นพื้นที่ปฏิบัติการที่องค์กรสามารถนำ AI Solution จริงเข้ามาทดลองและประเมินความเสี่ยงได้อย่างเป็นรูปธรรม ช่วยสร้างความมั่นใจให้กับผู้ใช้งานและผู้ให้บริการก่อนการเปิดตัวสู่สาธารณะ
อีกหนึ่งทิศทางที่สำคัญอย่างยิ่งคือการสร้างความร่วมมือในระดับภูมิภาค โดย ETDA เตรียมที่จะร่วมมือกับประเทศสิงคโปร์ในการพัฒนาชุดคำสั่งทดสอบ หรือ “Test Prompt ภาษาไทย” ซึ่งถูกออกแบบมาเป็นพิเศษเพื่อให้เข้าใจในรายละเอียดของภาษา วัฒนธรรม และบริบทที่เฉพาะเจาะจงของสังคมไทย การทดสอบนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินว่าระบบ Chatbot จะมีการตอบสนองอย่างไรต่อสถานการณ์ที่มีความเสี่ยง เช่น เมื่อเด็กสอบถามถึงการหนีออกจากบ้าน หรือเมื่อผู้ใช้สอบถามถึงแนวทางในการทำร้ายตนเอง หรือในกรณีที่ AI ให้คำแนะนำที่อาจนำไปสู่สถานการณ์อันตราย
การทดสอบด้วยชุดคำสั่งเฉพาะทางสะท้อนให้เห็นว่า แม้ระบบ AI จะสามารถผ่านเกณฑ์การทดสอบทางเทคนิคทั่วไปได้ แต่ก็อาจจะยังไม่มีความปลอดภัยเพียงพอหรือไม่เข้าใจความละเอียดอ่อนของภาษาและบริบททางสังคมของไทยอย่างลึกซึ้งเพียงพอ ประเทศไทยจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีชุดทดสอบที่สอดคล้องกับบริบทของตนเองก่อนที่จะนำระบบเหล่านั้นไปใช้งานจริงในวงกว้าง เพื่อป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจากการสื่อสารที่ผิดพลาดหรือการให้ข้อมูลที่ไม่เหมาะสมกับบริบทของสังคมไทย
นอกจากนี้ ETDA ยังมีแผนที่จะร่วมผลักดันการจัด “AI Incident Exercise” เพื่อเป็นการซ้อมรับมือกับเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ในระดับข้ามประเทศ โดยเฉพาะกรณีของ AI Scammer ที่มีการใช้เทคโนโลยี AI ในการปลอมแปลงภาพ เสียง หรือข้อความ เพื่อแอบอ้างเป็นบุคคลหรือหน่วยงานของรัฐในการหลอกลวงประชาชน ซึ่งการกระทำดังกล่าวสามารถสร้างผลกระทบในวงกว้างต่อประชาชนในหลายประเทศในภูมิภาคอาเซียน จึงจำเป็นต้องมีการประสานข้อมูลและกำหนดมาตรการตอบสนองร่วมกันระหว่างประเทศอย่างใกล้ชิดเพื่อรับมือกับภัยคุกคามรูปแบบใหม่ที่เกิดจากปัญญาประดิษฐ์
ในช่วงที่ผ่านมาในปี 2569 ETDA ได้วางรากฐานสำคัญเพื่อรองรับการขยายผลในอนาคตผ่านการทำงานร่วมกับเครือข่ายกว่า 140 หน่วยงาน ครอบคลุม 20 กระทรวง พร้อมทั้งพัฒนาเครื่องมือสำคัญอย่าง AI Governance Guideline, Toolkit และ AI EIA Playbook รวมถึงการร่วมมือกับภาคธนาคารในการทดสอบ Ethical LLM และตั้งเป้าพัฒนาทักษะด้าน AI Governance ให้แก่บุคลากรมากกว่า 120,000 คน โดยเครือข่ายเหล่านี้จะทำหน้าที่เป็น “ตัวคูณ” สำคัญในการขยายผลการกำกับดูแล AI ให้เกิดขึ้นในวงกว้าง โดย ETDA และ AIGPC จะทำหน้าที่เชื่อมโยงองค์ความรู้ ผู้เชี่ยวชาญ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อร่วมกันพัฒนามาตรฐานและทดลองแนวทางเพื่อให้การกำกับดูแลก้าวไปพร้อมกับการพัฒนาเทคโนโลยี