โรช ไดแอกโนสติกส์ จัดงาน Breakfast Symposium รวมผู้เชี่ยวชาญด้านโรคหัวใจและเบาหวานเพื่อแลกเปลี่ยนแนวทางประเมินความเสี่ยงภาวะหัวใจล้มเหลวในผู้มีภาวะเบาหวานที่อาจมีความเสี่ยงสูงกว่าคนทั่วไปถึง 2–4 เท่า

โรช ไดแอกโนสติกส์ จัดงานประชุมทางวิชาการในรูปแบบ Breakfast Symposium เพื่อรวบรวมผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางทั้งในด้านโรคหัวใจและโรคเบาหวานมาร่วมกันแลกเปลี่ยนมุมมองและแนวทางปฏิบัติในการดูแลผู้ป่วย โดยมุ่งเน้นไปที่ประเด็นสำคัญคือการประเมินความเสี่ยงของภาวะหัวใจล้มเหลวในกลุ่มผู้ป่วยที่มีภาวะเบาหวาน ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงกว่าคนทั่วไปอย่างมีนัยสำคัญ

จากการศึกษาและข้อมูลทางการแพทย์พบว่า ผู้ที่มีภาวะเบาหวานชนิดที่ 2 มีความเสี่ยงในการเกิดภาวะหัวใจล้มเหลวสูงกว่าคนทั่วไปถึง 2–4 เท่า ซึ่งเป็นตัวเลขที่สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาวะหัวใจล้มเหลวระยะเริ่มต้นที่มักจะไม่แสดงอาการที่ชัดเจนออกมาให้เห็นได้ง่ายนัก ทำให้การตรวจพบความผิดปกติของหัวใจตั้งแต่ระยะแรกเป็นหัวใจสำคัญในการดูแลรักษา

การจัดงานในครั้งนี้เน้นย้ำถึงความสำคัญของหัวข้อ “บทบาทของ เอ็นที-โปร บีเอ็นพี ในการประเมินและจัดกลุ่มความเสี่ยงโรคระบบหัวใจและหลอดเลือดในผู้ป่วยโรคเบาหวาน” หรือ “The Role of NT-proBNP in CVD Risk Stratification in Diabetes” ซึ่งจัดขึ้น ณ กรุงเทพฯ โดยมีเป้าหมายหลักเพื่อให้บุคลากรทางการแพทย์ได้เห็นภาพรวมของความเสี่ยงที่ซ่อนอยู่ และเข้าใจถึงบทบาทสำคัญของตัวบ่งชี้ทางชีวภาพในการสนับสนุนการประเมินความเสี่ยงด้านหัวใจและหลอดเลือด

ศ.คลินิก นพ.ชัยชาญ ดีโรจนวงศ์ รองคณบดีฝ่ายวิจัยและนวัตกรรม วิทยาลัยแพทย์ศาสตร์ ม.รังสิต ภาควิชาอายุรศาสตร์ โรงพยาบาลราชวิถี ได้ให้ข้อมูลที่สำคัญเกี่ยวกับความซับซ้อนของโรค โดยระบุว่าภาวะหัวใจล้มเหลวอาจเกิดขึ้นได้โดยที่ผู้ป่วยยังไม่มีอาการแสดงที่ชัดเจน โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ป่วยเบาหวานที่มีปัจจัยเสี่ยงร่วมหลายด้าน เช่น ภาวะความดันโลหิตสูง การมีระดับไขมันในเลือดที่ผิดปกติ หรือการมีโรคไตร่วมด้วย ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ล้วนส่งผลต่อความเสี่ยงของระบบหัวใจและหลอดเลือด

นพ.ชัยชาญ เน้นย้ำว่าการประเมินและค้นหาผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงตั้งแต่ระยะเริ่มต้นนั้นมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อกระบวนการรักษา เพราะจะช่วยให้ทีมแพทย์สามารถพิจารณาการตรวจวินิจฉัยเพิ่มเติมได้อย่างแม่นยำ และสามารถวางแผนการดูแลรักษาที่เหมาะสมให้แก่ผู้ป่วยได้ทันท่วงที ก่อนที่ภาวะหัวใจล้มเหลวจะลุกลามไปสู่ระยะที่แสดงอาการรุนแรง ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยอย่างมาก การตรวจพบตั้งแต่เนิ่นๆ จึงเป็นกุญแจสำคัญในการป้องกันความรุนแรงของโรค

ในส่วนของการนำเสนอข้อมูลทางเทคนิคเกี่ยวกับตัวบ่งชี้ทางชีวภาพ มีการกล่าวถึงบทบาทของ NT-proBNP ซึ่งเป็นตัวบ่งชี้ที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับภาวะความเครียดของกล้ามเนื้อหัวใจ โดย NT-proBNP สามารถนำมาใช้ร่วมกับข้อมูลทางคลินิกอื่นๆ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการประเมินความเสี่ยงของหัวใจและหลอดเลือดในผู้ป่วยเบาหวานให้มีความละเอียดและแม่นยำมากยิ่งขึ้นกว่าการใช้ข้อมูลทางคลินิกเพียงอย่างเดียวในการวินิจฉัย

รศ.นพ.ธีธัช อนันต์วัฒนสุข หัวหน้าศูนย์หัวใจ โรงพยาบาลวชิรพยาบาล มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช ให้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับความสามารถของ NT-proBNP โดยระบุว่าตัวบ่งชี้นี้สามารถช่วยให้แพทย์ระบุกลุ่มผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงสูงและควรได้รับการประเมินเพิ่มเติมได้ทันที โดยจากการสัมมนาระบุว่า หากตรวจพบระดับ NT-proBNP ตั้งแต่ 125 pg/mL ขึ้นไป จะสามารถใช้เป็นข้อมูลสำคัญประกอบการประเมินความเสี่ยงภาวะหัวใจล้มเหลวในผู้ป่วยนอกได้อย่างมีประสิทธิภาพ

รศ.นพ.ธีธัช อธิบายเพิ่มเติมถึงประโยชน์ที่แท้จริงของ NT-proBNP ว่าไม่ได้อยู่ที่เพียงแค่ตัวเลขของผลตรวจเพียงอย่างเดียว แต่หัวใจสำคัญคือการที่ผลตรวจนี้ช่วยให้แพทย์สามารถจำแนกและระบุผู้ป่วยที่อาจจำเป็นต้องได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิด หรือต้องได้รับการตรวจวินิจฉัยเพิ่มเติมที่เฉพาะเจาะจงมากขึ้น เพื่อให้การรักษาเป็นไปอย่างตรงจุดและเหมาะสมกับสภาวะของร่างกายผู้ป่วยแต่ละรายมากที่สุดในการดูแลรักษาโรคหัวใจและหลอดเลือด

อย่างไรก็ตาม การแปลผลค่า NT-proBNP นั้นมีความละเอียดอ่อนและต้องอาศัยความเชี่ยวชาญ เนื่องจากต้องพิจารณาร่วมกับข้อมูลทางคลินิกและลักษณะเฉพาะตัวของผู้ป่วยแต่ละรายเสมอ โดยเฉพาะปัจจัยภายนอกอย่างภาวะอ้วน ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อระดับของตัวบ่งชี้ทางชีวภาพได้ ดังนั้นในการปฏิบัติจริงจึงไม่ควรใช้ผลตรวจเพียงอย่างเดียวในการตัดสินใจประเมินผู้ป่วย แต่ต้องพิจารณาบริบทโดยรวมของสุขภาพผู้ป่วยร่วมด้วยเพื่อให้ได้ผลการวินิจฉัยที่ถูกต้องที่สุด

ศ.พญ. อภิรดี ศรีวิจิตรกมล สาขาวิชาต่อมไร้ท่อและเมตะบอลิสม ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ได้นำเสนอแนวทางการประยุกต์ใช้การประเมินความเสี่ยงในเวชปฏิบัติจริงผ่านกรณีศึกษาของผู้ป่วยหญิงอายุ 58 ปี ซึ่งเป็นผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ร่วมกับภาวะความดันโลหิตสูงและไขมันในเลือดผิดปกติ โดยผู้ป่วยมีอาการเหนื่อยง่ายและมีความสามารถในการออกกำลังกายลดลง แม้ว่าการตรวจเบื้องต้นจะยังไม่พบความผิดปกติที่ชัดเจนก็ตาม

กรณีศึกษาดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายที่สำคัญในการค้นหาผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงตั้งแต่ระยะเริ่มต้น และแสดงให้เห็นถึงบทบาทสำคัญของการตรวจ NT-proBNP ในการช่วยพิจารณาการประเมินเพิ่มเติม ศ.พญ. อภิรดี ระบุว่าในการดูแลผู้ป่วยเบาหวาน มักพบผู้ป่วยที่มีอาการไม่ชัดเจน การมีแนวทางประเมินความเสี่ยงอย่างเป็นระบบจะช่วยให้แพทย์ระบุได้ว่าผู้ป่วยรายใดควรได้รับการประเมินด้านหัวใจเพิ่มเติม แทนที่จะรอจนกว่าอาการจะรุนแรงขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับแนวทาง American Diabetes Association Standards of Care 2026

ศ.คลินิก นพ.ชัยชาญ ดีโรจนวงศ์ ได้กล่าวสรุปเพิ่มเติมถึงเป้าหมายสูงสุดของการตรวจวินิจฉัยว่า คือการเปลี่ยนผ่านจากการดูแลเมื่อเกิดปัญหาแล้ว ไปสู่การดูแลด้านหัวใจและหลอดเลือดเชิงรุกมากขึ้น การค้นหาความเสี่ยงตั้งแต่ระยะเริ่มต้นจะช่วยให้สามารถวางแนวทางประเมินและดูแลผู้ป่วยได้อย่างเหมาะสมก่อนที่ภาวะหัวใจล้มเหลวจะแสดงอาการอย่างชัดเจน โดยงานสัมมนาปิดท้ายด้วยการเสวนาร่วมกันของทั้งสามท่าน เพื่อย้ำถึงความสำคัญของการบูรณาการการดูแลระหว่างสาขาโรคเบาหวานและโรคหัวใจ เพื่อการดูแลที่ครอบคลุม

สำหรับการจัดงานในครั้งนี้โดย โรช ไดแอกโนสติกส์ ถือเป็นการสะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการสนับสนุนการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ทางการแพทย์ที่ทันสมัย และส่งเสริมแนวทางการดูแลผู้ป่วยที่ให้ความสำคัญกับการค้นหาความเสี่ยงด้านหัวใจและหลอดเลือดตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ควบคู่ไปกับการดูแลโรคเบาหวานอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับความคุ้มครองและได้รับการดูแลที่ครอบคลุมทุกมิติของสุขภาพอย่างยั่งยืน

โรชไดแอกโนสติกส์ เบาหวาน หัวใจล้มเหลว NTproBNP โรคหัวใจและหลอดเลือด