การ์ทเนอร์เปิดเผย 3 เทรนด์เทคโนโลยีสำคัญสำหรับหน่วยงานภาครัฐในปี 2570 โดยเน้นการบริหารจัดการ Agentic AI การสร้างวัฒนธรรมความมั่นคงไซเบอร์ที่ยืดหยุ่น และการปรับกลยุทธ์เพื่อรองรับเทคโนโลยีในอนาคต
การ์ทเนอร์ อิงก์ ในฐานะบริษัทที่ปรึกษาและวิจัยด้านธุรกิจและเทคโนโลยีระดับโลก ได้ประกาศเผยแพร่ข้อมูลเทรนด์เทคโนโลยีที่สำคัญสำหรับหน่วยงานภาครัฐในปี พ.ศ. 2570 ซึ่งเป็นปีที่กำลังจะมาถึงในอนาคตอันใกล้ โดยเทรนด์เหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงแรงกดดันที่เพิ่มมากขึ้นของผู้นำในภาคส่วนของรัฐที่ต้องเผชิญกับความท้าทายในการขับเคลื่อนองค์กรให้ก้าวทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกยุคใหม่
ความท้าทายหลักที่หน่วยงานภาครัฐต้องเผชิญคือการมุ่งปรับปรุงการดำเนินงานภายในให้มีความทันสมัยและมีประสิทธิภาพสูงสุด พร้อมไปกับการเสริมสร้างความแข็งแกร่งในด้านความมั่นคงทางไซเบอร์ที่เข้มข้นขึ้น รวมถึงการวางระบบการกำกับดูแลการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ในระดับองค์กรอย่างเป็นระบบ เพื่อตอบสนองต่อความคาดหวังของประชาชนที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางสภาวะความไม่แน่นอนทั้งในด้านเศรษฐกิจและสถานการณ์ทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานของภาครัฐ
ดีน ลาเชก้า (Dean Lacheca) รองประธานนักวิเคราะห์การ์ทเนอร์ ได้ให้ทัศนะที่สำคัญต่อสถานการณ์ปัจจุบันว่า ผู้บริหารระดับสูงหรือ CIO ของหน่วยงานภาครัฐกำลังต้องรับมือกับการบริหารงานภายใต้สภาวะดิสรัพชันที่รุนแรงที่สุดเท่าที่เคยมีมา โดยเฉพาะการเข้ามาของเทคโนโลยี AI ที่ได้กลายเป็นตัวแปรสำคัญในการปฏิรูปรูปแบบการส่งมอบบริการของภาครัฐให้มีความรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้นกว่าในอดีตที่ผ่านมา
ในขณะเดียวกัน ภัยคุกคามทางไซเบอร์ในปัจจุบันได้ยกระดับความซับซ้อนของรูปแบบการโจมตีจนทำให้ระบบป้องกันแบบเดิมไม่สามารถรับมือได้ทันท่วงที อีกทั้งหน่วยงานภาครัฐต่าง ๆ ยังต้องเผชิญกับแรงกดดันมหาศาลในการที่จะต้องบรรลุผลลัพธ์ในการทำงานให้ได้มากขึ้นภายใต้ข้อจำกัดของทรัพยากรที่มีอยู่ การเปลี่ยนแปลงนี้สะท้อนให้เห็นว่าความท้าทายในปัจจุบันไม่ใช่เพียงแค่การมองหาโอกาสใหม่ ๆ จากเทคโนโลยีเท่านั้น แต่เป็นการสร้างองค์กรที่สามารถปรับตัวได้รวดเร็วพอ
การสร้างองค์กรที่สามารถปรับตัวได้รวดเร็วจะช่วยให้หน่วยงานภาครัฐสามารถฉกฉวยโอกาสจากเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วได้ทันท่วงที ผู้บริหารเทคโนโลยีของหน่วยงานภาครัฐจึงจำเป็นต้องร่วมกันประเมินว่าเทรนด์สำคัญที่กำลังจะเกิดขึ้นจะส่งผลกระทบต่อการลงทุนในระยะยาวอย่างไร รวมถึงการพัฒนาโมเดลการดำเนินงานภายในองค์กร และการวางกลยุทธ์ในการส่งมอบบริการให้แก่ประชาชนทั้งในปัจจุบันและในอนาคตข้างหน้า เพื่อให้การดำเนินงานของภาครัฐมีความยั่งยืนและมีประสิทธิภาพสูงสุด
สำหรับเทรนด์ที่ 1 คือ การบริหารและจัดการผลกระทบวงกว้างที่เกิดจาก Agentic AI (Managing the Ripple Effect of Agentic AI) ในขณะที่ภาครัฐกำลังก้าวข้ามผ่านช่วงของการทดลองใช้ AI ไปสู่การนำมาปรับใช้ในระดับองค์กรอย่างเต็มตัวนั้น Agentic AI ได้กลายเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาที่สำคัญในการทรานส์ฟอร์มองค์กร โดยเทคโนโลยีนี้จะเข้ามาสนับสนุนการปฏิบัติงานของภาครัฐในหลายมิติ ทั้งการยกระดับประสบการณ์ของประชาชนที่มาใช้บริการ
นอกจากนี้ Agentic AI ยังมีบทบาทสำคัญในการเร่งความเร็วของการพัฒนาซอฟต์แวร์ภายในหน่วยงานภาครัฐ และช่วยให้กระบวนการตัดสินใจในงานประจำที่ซ้ำซ้อนกลายเป็นระบบอัตโนมัติได้มากขึ้น ซึ่งจะช่วยลดภาระของบุคลากรและเพิ่มความแม่นยำในการทำงาน การนำ Agentic AI มาใช้อย่างเต็มรูปแบบจะช่วยให้การดำเนินงานของภาครัฐมีความคล่องตัวและสามารถตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้นกว่าเดิมอย่างเห็นได้ชัด
การ์ทเนอร์เน้นย้ำว่าการหารือเรื่อง AI ในปัจจุบันต้องก้าวข้ามประเด็นที่ถูกมองว่าเป็นเพียงการติดตั้งระบบทางเทคนิคไปสู่การปรับโครงสร้างองค์กรในภาพรวม ความสำเร็จของการนำ Agentic AI มาใช้นั้นจะขึ้นอยู่กับการกำกับดูแลที่ทันสมัย ความพร้อมของบุคลากรที่มีทักษะเหมาะสม และความสามารถในการออกแบบกระบวนการทำงานใหม่ ๆ ให้สอดคล้องกับเทคโนโลยี นอกจากนี้ยังต้องวางรากฐานที่ยืดหยุ่นและปรับเปลี่ยนได้เพื่อรองรับการพัฒนานวัตกรรมที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอย่างต่อเนื่อง
ผลการวิจัยของการ์ทเนอร์ยังระบุเพิ่มเติมว่า หน่วยงานภาครัฐหลายแห่งเริ่มมีการวางโครงสร้างการกำกับดูแลที่ชัดเจน การระบุอัตลักษณ์ดิจิทัล และการสร้างโมเดลการทำงานที่ออกแบบมาเพื่อรองรับการทำงานของ AI agents ที่เพิ่มมากขึ้นในระบบ นอกจากนี้ ภาครัฐยังจำเป็นต้องจัดทำแผนงานด้าน AI ที่มุ่งเน้นผลลัพธ์เป็นสำคัญ พร้อมทั้งกำหนดตัวชี้วัดที่ชัดเจนเพื่อให้สามารถวัดผลความสำเร็จจากการลงทุนในเทคโนโลยี AI ได้อย่างเป็นรูปธรรมและมีประสิทธิภาพ
เทรนด์ที่ 2 คือ ความมั่นคงไซเบอร์ต้องพึ่ง Culture ที่มีวิวัฒนาการอย่างไม่หยุดยั้ง (Cybersecurity Requires an ‘Always Evolving’ Culture) เนื่องจากความก้าวหน้าของเทคโนโลยี AI ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เพิ่มสูงขึ้น และการมาถึงของ Quantum Computing กำลังเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์ของความมั่นคงทางไซเบอร์ไปอย่างสิ้นเชิง หน่วยงานภาครัฐจึงต้องก้าวข้ามการตรวจรับตามรอบหรือการทำเพียงเพื่อให้ผ่านเกณฑ์มาตรฐานเดิม ๆ ไปสู่การขับเคลื่อนกลยุทธ์ไซเบอร์เชิงรุก
การ์ทเนอร์ระบุว่าหน่วยงานภาครัฐต้องสร้างกลยุทธ์ไซเบอร์ที่ยืดหยุ่นและสามารถปรับเปลี่ยนได้ตลอดเวลา เนื่องจากในปัจจุบัน AI กำลังบีบให้ช่องว่างระหว่างการตรวจพบช่องโหว่จนถึงการถูกโจมตีทางไซเบอร์สั้นลงอย่างมาก ขณะที่เทคโนโลยีควอนตัมก็เข้ามาสั่นคลอนมาตรฐานการปกป้องข้อมูลที่ละเอียดอ่อน ภาครัฐจึงต้องยกระดับการปกป้องข้อมูลเชิงยุทธศาสตร์ใหม่ทั้งหมดผ่าน 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่ ความยืดหยุ่น (Resilience) ระบบอัตโนมัติ (Automation) และความคล่องตัวในการปรับเปลี่ยนการเข้ารหัส (Crypto agility)
ปัจจัยทั้งสามประการนี้จะกลายเป็นองค์ประกอบหลักที่สำคัญของทุกกลยุทธ์ความมั่นคงทางไซเบอร์ที่หน่วยงานภาครัฐต้องนำมาใช้ การ์ทเนอร์แนะนำให้ภาครัฐปรับแนวทางการปฏิบัติงานด้านความปลอดภัยให้เป็นระบบอัตโนมัติในจุดที่สามารถทำได้ เพื่อเพิ่มทัศนวิสัยและการมองเห็นในห่วงโซ่อุปทานดิจิทัลให้ชัดเจนยิ่งขึ้น รวมถึงการจัดทำแผนความพร้อมด้านความปลอดภัยที่ครอบคลุม เพื่อรับมือกับภัยคุกคามที่ซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาในโลกยุคดิจิทัล
hashtags
Gartner AgenticAI Cybersecurity GovernmentTechnology