แพทย์โรงพยาบาลวิมุต พหลโยธิน เตือนประชาชนระวัง 5 โรคยอดฮิตในช่วงหน้าฝนและสถานการณ์น้ำท่วม พร้อมแนะนำวิธีสังเกตอาการและป้องกันตนเองเพื่อลดความเสี่ยงในการเจ็บป่วยรุนแรง

สถานการณ์ฝนที่ตกหนักอย่างต่อเนื่องประกอบกับสภาวะน้ำท่วมขังในหลายพื้นที่ ไม่ได้ส่งผลกระทบเพียงแค่ความลำบากในการเดินทางหรือการใช้ชีวิตประจำวันของประชาชนเท่านั้น แต่ยังนำมาซึ่งความเสี่ยงด้านสุขภาพที่สำคัญหลายด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ที่มีน้ำขังซึ่งกลายเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ของยุงลาย รวมถึงความเสี่ยงจากน้ำและอาหารที่อาจมีการปนเปื้อนของเชื้อโรคต่าง ๆ รวมถึงการที่ประชาชนต้องเดินลุยน้ำหรือสัมผัสกับโคลนเป็นระยะเวลานาน ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ล้วนเป็นตัวกระตุ้นที่เพิ่มโอกาสในการเจ็บป่วยจากโรคที่พบบ่อยในช่วงฤดูฝน

โรคที่มักพบได้บ่อยในช่วงนี้ประกอบด้วย ไข้หวัดใหญ่ ไข้เลือดออก ไข้ฉี่หนู รวมถึงอาการของโรคอุจจาระร่วง และโรคผิวหนังหรือแผลติดเชื้อต่าง ๆ ที่เกิดจากการสัมผัสสิ่งปนเปื้อน สิ่งที่น่ากังวลเป็นพิเศษคือหลายโรคเหล่านี้มักเริ่มต้นด้วยอาการที่ดูเหมือนเป็นอาการทั่วไปใกล้ตัว จนทำให้ผู้ป่วยหลายคนมักคิดไปเองว่าอาการเหล่านั้นจะหายได้เองในเวลาอันสั้น เช่น อาการมีไข้ ปวดเมื่อยตามร่างกาย อ่อนเพลีย หรืออาการท้องเสียและผื่นคัน ซึ่งหากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้อง อาการบางอย่างอาจทวีความรุนแรงขึ้นได้อย่างรวดเร็ว

กลุ่มเสี่ยงที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษคือกลุ่มเด็กเล็ก ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีโรคประจำตัวเดิมอยู่แล้ว รวมถึงกลุ่มบุคคลที่จำเป็นต้องใช้ชีวิตอยู่ในพื้นที่น้ำท่วมหรือต้องลงไปลุยน้ำเป็นประจำ ด้วยเหตุนี้ แพทย์จากโรงพยาบาลวิมุต พหลโยธิน จึงได้ออกมาให้คำแนะนำแก่ประชาชนให้เพิ่มความระมัดระวังเป็นพิเศษในช่วงเวลานี้ โดยเน้นย้ำให้รู้จักสังเกตอาการของ 5 โรคสำคัญให้ทัน ตั้งแต่การทำความเข้าใจถึงสาเหตุของโรค อาการเตือนเบื้องต้นที่ต้องระวัง ไปจนถึงวิธีการดูแลตนเองเบื้องต้นเพื่อป้องกันไม่ให้อาการลุกลามจนกลายเป็นอาการที่รุนแรงหรืออันตรายต่อชีวิต

โรคแรกที่ต้องเฝ้าระวังคือ ไข้หวัดใหญ่ ซึ่งเป็นโรคติดเชื้อทางเดินหายใจที่แพร่ระบาดได้ง่ายในช่วงที่ฝนตกหนักและสถานการณ์น้ำท่วม เนื่องจากคนจำนวนมากอาจต้องใช้เวลาอยู่ร่วมกันในพื้นที่จำกัดมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นภายในบ้านพักอาศัย ศูนย์พักพิง หรือสถานที่ทำงานต่าง ๆ สภาพแวดล้อมเช่นนี้จึงเพิ่มโอกาสให้เชื้อโรคแพร่กระจายจากคนสู่คนได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะโรคไข้หวัดใหญ่ที่สามารถติดต่อผ่านละอองฝอยจากการไอ การจาม หรือแม้แต่การพูดคุยกันในระยะใกล้ รวมถึงการสัมผัสสิ่งของที่ปนเปื้อนเชื้อแล้วนำมาสัมผัสบริเวณใบหน้า ตา จมูก หรือปาก

ข้อมูลจากกรมควบคุมโรคในช่วงวันที่ 1 มกราคม ถึง 8 กรกฎาคม 2569 ระบุว่าพบผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่สะสมจำนวนมากถึง 213,621 ราย โดยมีผู้เสียชีวิต 22 ราย และพบว่ากลุ่มเด็กอายุระหว่าง 5-9 ปี เป็นกลุ่มที่พบผู้ป่วยมากที่สุด สำหรับอาการที่ควรเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดคือ อาการไข้สูง ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตามร่างกาย ไอ เจ็บคอ มีน้ำมูก และมีอาการอ่อนเพลีย ซึ่งในช่วงที่ต้องรับมือกับสถานการณ์น้ำท่วม หลายคนอาจเข้าใจผิดว่าอาการเหล่านี้เป็นเพียงผลจากการพักผ่อนน้อยหรือการถูกฝนสาด แต่หากมีไข้สูงต่อเนื่อง หายใจลำบาก เจ็บหน้าอก มีอาการซึม หรืออาการทรุดลงอย่างรวดเร็ว ควรไปพบแพทย์ทันที โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กเล็ก ผู้สูงอายุ หญิงตั้งครรภ์ และผู้ที่มีโรคประจำตัว

ในการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่ในช่วงนี้ ประชาชนควรเน้นการล้างมือให้บ่อยขึ้น สวมหน้ากากอนามัยเมื่อมีอาการป่วยหรือเมื่อต้องอยู่ในพื้นที่ที่มีคนหนาแน่น หลีกเลี่ยงการใช้ของส่วนตัวร่วมกับผู้อื่น และที่สำคัญที่สุดคือต้องพักผ่อนให้เพียงพอ เนื่องจากสภาพร่างกายที่ต้องรับมือกับทั้งสถานการณ์น้ำท่วมที่ยากลำบากและอาการเจ็บป่วยที่เกิดขึ้นพร้อมกัน จะทำให้ร่างกายเกิดความอ่อนล้าและรับภาระหนักขึ้น การดูแลสุขภาพเบื้องต้นจึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้ร่างกายฟื้นฟูได้เร็วขึ้นและลดความเสี่ยงจากการติดเชื้อที่อาจรุนแรงขึ้นได้

โรคที่สองที่ต้องเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่องคือ ไข้เลือดออก ซึ่งมักเกิดขึ้นตามมาหลังจากฝนตกหนัก เนื่องจากน้ำเพียงเล็กน้อยที่ค้างอยู่ในภาชนะต่าง ๆ เช่น จานรองกระถางต้นไม้ ถังน้ำ หรือภาชนะที่วางทิ้งไว้ รวมถึงขยะรอบบริเวณบ้าน สามารถกลายเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ชั้นดีของยุงลายได้ ยิ่งในสภาวะที่ฝนตกต่อเนื่องและระบบระบายน้ำไม่ทัน จำนวนแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลายก็จะเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ข้อมูลจากกรมควบคุมโรคตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึง 22 กรกฎาคม 2569 พบผู้ป่วยไข้เลือดออกสะสม 16,094 ราย และมีผู้เสียชีวิต 22 ราย โดยพบผู้ป่วยจำนวนมากในกลุ่มอายุ 10-19 ปี จึงเป็นอีกหนึ่งโรคที่ไม่ควรละเลยในช่วงที่มีฝนตกหนักและน้ำท่วมขัง

อาการของโรคไข้เลือดออกมักเริ่มต้นด้วยอาการไข้สูงเฉียบพลัน ปวดศีรษะ ปวดกระบอกตา ปวดเมื่อยตามร่างกาย มีอาการคลื่นไส้ อาเจียน หรือมีผื่นขึ้น แต่จุดที่ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษคือในช่วงที่ 'ไข้เริ่มลด' เพราะไม่ได้หมายความว่าอาการกำลังดีขึ้นเสมอไป หากผู้ป่วยเริ่มมีอาการปวดท้องอย่างรุนแรง อาเจียนบ่อย มีอาการซึม มือและเท้าเย็น หรือมีเลือดออกผิดปกติในร่างกาย ควรรีบเดินทางไปโรงพยาบาลทันที นอกจากนี้ยังเน้นย้ำว่าไม่ควรซื้อยาแอสไพริน ไอบูโพรเฟน หรือไดโคลฟีแนกมารับประทานเองเมื่อสงสัยว่าเป็นโรคไข้เลือดออก เนื่องจากอาจส่งผลอันตรายต่อร่างกายได้

ในด้านการป้องกันโรคไข้เลือดออก ประชาชนควรหมั่นสำรวจบริเวณรอบบ้านของตนเองอย่างสม่ำเสมอ โดยการเทน้ำที่ขังอยู่ตามภาชนะต่าง ๆ ให้แห้ง และปิดฝาภาชนะที่ใช้เก็บน้ำให้มิดชิดที่สุด เนื่องจากจุดเล็ก ๆ ที่อาจดูเหมือนไม่มีความสำคัญหรือมองข้ามไปได้ อาจกลายเป็นแหล่งวางไข่ที่สำคัญของยุงลายได้ การจัดการสภาพแวดล้อมรอบตัวให้สะอาดและไม่มีน้ำขังจึงเป็นวิธีป้องกันที่มีประสิทธิภาพในการลดจำนวนยุงลายที่เป็นพาหะนำโรคไข้เลือดออกในช่วงฤดูฝนและช่วงที่มีน้ำท่วมขัง

สำหรับผู้ที่ต้องปฏิบัติภารกิจในพื้นที่น้ำท่วม เช่น การลุยน้ำ การย่ำโคลน หรือการเข้าไปเก็บกวาดทำความสะอาดบ้านเรือนหลังจากที่ระดับน้ำลดลงแล้ว อีกหนึ่งโรคที่ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษคือ 'ไข้ฉี่หนู' หรือโรคเลปโตสไปโรสิส เนื่องจากเชื้อแบคทีเรียสามารถปนเปื้อนมากับปัสสาวะของสัตว์หลายชนิด ก่อนจะกระจายลงสู่ดิน น้ำ และโคลนในพื้นที่ต่าง ๆ เชื้อเหล่านี้สามารถเข้าสู่ร่างกายของมนุษย์ได้ผ่านทางบาดแผล รอยถลอก หรือเยื่อบุต่าง ๆ ของร่างกาย แม้จะเป็นบาดแผลขนาดเล็กมากจนแทบไม่สามารถสังเกตเห็นได้ด้วยตาเปล่าก็ตาม

ข้อมูลจากกรมควบคุมโรคในช่วงวันที่ 1 มกราคม ถึง 21 กรกฎาคม 2569 พบผู้ป่วยโรคไข้ฉี่หนูจำนวน 2,190 ราย และมีผู้เสียชีวิต 30 ราย ทำให้โรคนี้กลายเป็นหนึ่งในความเสี่ยงสำคัญสำหรับผู้ที่ต้องสัมผัสน้ำท่วมโดยตรง หากหลังจากลุยน้ำแล้วมีอาการไข้สูง ปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อ โดยเฉพาะบริเวณน่องและหลัง ตาแดง มีอาการคลื่นไส้ หรืออาเจียน ไม่ควรคิดว่าเป็นเพียงอาการอ่อนเพลียจากการทำงานหนักหรือจากการลุยน้ำ แต่ควรรีบไปพบแพทย์ทันที และควรแจ้งประวัติการสัมผัสน้ำท่วมหรือโคลนให้แพทย์ทราบอย่างชัดเจน เพื่อให้สามารถวินิจฉัยโรคและให้การรักษาได้อย่างรวดเร็วและถูกต้อง

ในการป้องกันตนเองจากโรคไข้ฉี่หนู หากมีความจำเป็นต้องลงไปในพื้นที่ที่มีน้ำท่วมหรือโคลน ควรปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์โดยการสวมรองเท้าบูทและถุงมือให้มิดชิด พร้อมทั้งปิดบาดแผลให้มิดชิดก่อนลงน้ำ และหลีกเลี่ยงการเดินเท้าเปล่าในบริเวณที่มีน้ำขังหรือโคลนอย่างเด็ดขาด และเมื่อขึ้นจากน้ำแล้ว ควรทำการล้างร่างกายด้วยน้ำสะอาดและสบู่ทันทีเพื่อชะล้างสิ่งสกปรกและเชื้อโรคที่อาจติดมากับร่างกาย นอกจากนี้ในส่วนของโรคอุจจาระร่วงและอาหารเป็นพิษในช่วงน้ำท่วม ประชาชนควรระมัดระวังเรื่องความสะอาดของอาหารและน้ำดื่มให้มากกว่าปกติ เนื่องจากสภาวะน้ำท่วมอาจส่งผลต่อความสะอาดของแหล่งอาหารและน้ำที่ใช้ในการบริโภคได้ง่ายขึ้น

โรงพยาบาลวิมุต ไข้หวัดใหญ่ ไข้เลือดออก ไข้ฉี่หนู โรคอุจจาระร่วง โรคผิวหนัง