นพ.นฤฌาน จิรสิริสุข แพทย์เฉพาะทางกระดูกและข้อ โรงพยาบาลเอส เฉพาะทางกระดูกสันหลังและข้อ เตือนอาการปวดเข่าไม่ได้จำกัดเฉพาะผู้สูงอายุ แต่เกิดจากหลายปัจจัยที่คนวัยทำงานหรือวัยรุ่นก็เสี่ยงได้
อาการปวดเข่าถือเป็นอาการที่พบได้บ่อยในชีวิตประจำวัน และเป็นประเด็นสุขภาพที่สำคัญซึ่งไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุเท่านั้น แต่ในปัจจุบันพบว่าคนวัยทำงานหรือวัยหนุ่มสาวก็สามารถประสบอาการปวดเข่าได้เช่นกัน โดยเฉพาะในกลุ่มบุคคลที่มีปัจจัยกระตุ้นเฉพาะตัว เช่น ผู้ที่มีน้ำหนักตัวเกินเกณฑ์มาตรฐาน หรือผู้ที่ชื่นชอบการเล่นกีฬาที่ต้องใช้ข้อเข่าอย่างหนัก รวมถึงผู้ที่เคยได้รับบาดเจ็บบริเวณเข่ามาก่อน หรือมีพฤติกรรมการใช้งานข้อเข่าซ้ำๆ ในลักษณะเดิมอย่างต่อเนื่อง

หากปล่อยให้อาการปวดเข่าดำเนินต่อไปจนกลายเป็นอาการเรื้อรังโดยไม่มีการตรวจหาสาเหตุที่แน่ชัด อาจส่งผลกระทบต่อการเคลื่อนไหวร่างกายในชีวิตประจำวัน และส่งผลเสียต่อคุณภาพชีวิตในระยะยาวได้อย่างมาก นพ.นฤฌาน จิรสิริสุข แพทย์เฉพาะทางกระดูกและข้อ โรงพยาบาลเอส เฉพาะทางกระดูกสันหลังและข้อ (S Spine and Joint Hospital) ให้ข้อมูลว่าอาการปวดเข่าสามารถเกิดขึ้นได้จากหลากหลายสาเหตุ ตั้งแต่การใช้งานข้อเข่ามากเกินไป การบาดเจ็บของเอ็นและหมอนรองกระดูก ไปจนถึงภาวะข้ออักเสบและข้อเข่าเสื่อม จึงไม่ควรสรุปว่าอาการปวดเข่าเป็นเรื่องของอายุเพียงอย่างเดียว
โครงสร้างของข้อเข่าถือเป็นส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการเคลื่อนไหวของร่างกาย เนื่องจากเป็นข้อต่อหลักที่เชื่อมต่อระหว่างกระดูกต้นขา กระดูกหน้าแข้ง และกระดูกสะบ้า โดยทำหน้าที่สำคัญในการรองรับน้ำหนักตัวและช่วยในการทำกิจกรรมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการเดิน การวิ่ง การยืน การนั่ง รวมถึงการเคลื่อนไหวในลักษณะการขึ้นและลงบันได ภายในโครงสร้างของข้อเข่ายังมีองค์ประกอบสำคัญอื่นๆ ได้แก่ หมอนรองกระดูก เส้นเอ็น และน้ำหล่อเลี้ยงข้อ ซึ่งองค์ประกอบเหล่านี้จะทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบเพื่อช่วยรับแรงกระแทกที่เกิดขึ้นจากการเคลื่อนไหว และทำหน้าที่รักษาความมั่นคงของข้อเข่าให้สามารถใช้งานได้อย่างปกติ

สำหรับการเปิดเผยสาเหตุของอาการปวดเข่าที่พบบ่อยนั้น แพทย์ระบุว่าสามารถแบ่งออกได้เป็นหลายปัจจัยสำคัญ โดยสาเหตุแรกที่พบได้บ่อยคืออาการข้อเข่าเสื่อม ซึ่งเกิดจากโครงสร้างภายในข้อเข่าเกิดการเสื่อมสภาพลงจากการใช้งานและปัจจัยด้านอายุ ทำให้ผู้ป่วยมีอาการปวดขณะเดิน การขึ้นลงบันได หรือขณะลุกนั่ง ทั้งนี้เน้นย้ำว่าอาการข้อเข่าเสื่อมไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในผู้สูงอายุเท่านั้น แต่ปัจจัยเรื่องน้ำหนักตัวที่มากเกินไปและประวัติการบาดเจ็บในอดีตก็เป็นปัจจัยร่วมสำคัญที่ทำให้เกิดการเสื่อมสภาพของข้อเข่าได้ในคนทุกช่วงวัย
สาเหตุที่สองคือการบาดเจ็บของเอ็นหรือหมอนรองกระดูกข้อเข่า ซึ่งมักจะพบได้บ่อยในผู้ที่ประสบอุบัติเหตุ การเล่นกีฬาที่รุนแรง หรือเกิดจากการบิดหมุนข้อเข่าอย่างกะทันหันและรุนแรง ซึ่งอาการเหล่านี้อาจแสดงออกในลักษณะของอาการปวดบริเวณเข่า มีอาการเข่าบวม หรือทำให้เกิดความรู้สึกว่าเข่าไม่มั่นคง รวมถึงอาจมีอาการที่เรียกว่าเข่าล็อก ซึ่งส่งผลต่อการเคลื่อนไหวที่สะดวก นอกจากนี้ยังมีสาเหตุที่สามคือเรื่องของน้ำหนักตัวที่เกินเกณฑ์ ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อโครงสร้างของข้อเข่า

เมื่อน้ำหนักตัวเพิ่มมากขึ้น จะส่งผลให้ข้อเข่าต้องรับภาระและแรงกดทับมากขึ้นในขณะที่ร่างกายเคลื่อนไหว การเพิ่มขึ้นของน้ำหนักตัวจึงเป็นการเพิ่มภาระต่อโครงสร้างของข้อและอาจส่งผลให้เกิดอาการปวด หรือเพิ่มความเสี่ยงต่อการเสื่อมของข้อเข่าได้ในอนาคต สำหรับสาเหตุที่สี่คือภาวะข้อเข่าอักเสบจากการติดเชื้อ ซึ่งเป็นภาวะที่อันตรายและต้องได้รับการประเมินจากแพทย์อย่างรวดเร็ว เนื่องจากผู้ป่วยอาจมีอาการปวดที่รุนแรง มีอาการเข่าบวม แดง ร้อน และเคลื่อนไหวลำบาก รวมถึงอาจมีอาการร่วมอื่นๆ เช่น มีไข้หรืออาการหนาวสั่นร่วมด้วย
สาเหตุที่ห้าคือโรคข้ออักเสบที่เกิดจากปัจจัยทางร่างกาย เช่น โรครูมาตอยด์ โรคเกาต์ และโรคที่เกี่ยวข้องกับระบบภูมิคุ้มกันบางชนิด ซึ่งโรคเหล่านี้สามารถทำให้เกิดอาการปวด บวม แัน หรือร้อนบริเวณข้อเข่าได้อย่างชัดเจน และสาเหตุสุดท้ายคือการใช้งานข้อเข่าซ้ำๆ ในลักษณะเดิม เช่น การคุกเข่า การนั่งยอง การขึ้นลงบันไดบ่อยครั้ง การต้องยกของหนัก หรือการเล่นกีฬาที่ต้องใช้ข้อเข่าซ้ำๆ อย่างต่อเนื่อง ซึ่งพฤติกรรมเหล่านี้อาจส่งผลให้เกิดการระคายเคืองและการอักเสบสะสมภายในข้อเข่าจนนำไปสู่ความเจ็บปวดในที่สุด
ในกรณีที่เกิดอาการปวดเข่า ความรุนแรงของอาการจะแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล หากผู้ป่วยมีอาการปวดเพียงเล็กน้อยหลังจากทำกิจกรรมและอาการดีขึ้นเมื่อได้พักผ่อน อาจใช้วิธีลดกิจกรรมที่กระตุ้นอาการและสังเกตอาการต่อไปได้ แต่หากเริ่มมีอาการที่ชัดเจนขึ้น เช่น มีอาการเข่าบวม มีอาการข้อฝืด หรือไม่สามารถงอหรือเหยียดเข่าได้สุด รวมถึงมีอาการเข่าทรุด เข่าล็อก หรือมีอาการปวดแม้ในช่วงเวลาที่พักผ่อน ควรเข้ารับการตรวจจากแพทย์เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง โดยเฉพาะเมื่ออาการเหล่านั้นเริ่มส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน
สำหรับผู้ที่มีอาการปวดเข่าในระดับที่รุนแรง เช่น มีอาการปวดอย่างรุนแรง มีอาการเข่าบวมมากจนไม่สามารถลงน้ำหนักได้ หรือมีอาการปวดร่วมกับอาการเข่าบวม แดง ร้อน และมีไข้ร่วมด้วย กรณีเหล่านี้ถือเป็นภาวะที่ต้องได้รับการรักษาอย่างเร่งด่วนและควรไปพบแพทย์ทันที เนื่องจากอาจเป็นสัญญาณของภาวะติดเชื้อหรือความผิดปกติที่รุนแรงซึ่งต้องได้รับการวินิจฉัยและรักษาอย่างถูกต้องเพื่อป้องกันความเสียหายต่อโครงสร้างข้อเข่าในระยะยาว
ในการวินิจฉัยหาสาเหตุของอาการปวดเข่า แพทย์จะเริ่มจากการซักประวัติอย่างละเอียด ตรวจร่างกาย และประเมินการเคลื่อนไหวของข้อเข่าในเบื้องต้น ก่อนที่จะพิจารณาการตรวจเพิ่มเติมตามความเหมาะสมของอาการแต่ละราย เช่น การตรวจด้วยเครื่องเอกซเรย์ (X-ray) การตรวจด้วยอัลตราซาวนด์ (Ultrasound) การตรวจด้วยเครื่อง CT Scan หรือการตรวจด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI) รวมถึงในกรณีที่แพทย์สงสัยว่ามีการติดเชื้อหรือเป็นโรคข้ออักเสบ อาจมีการตรวจเลือดหรือการเจาะน้ำในข้อเพื่อนำไปตรวจวิเคราะห์เพิ่มเติมเพื่อให้ทราบถึงสาเหตุที่แท้จริง
แนวทางการรักษาอาการปวดเข่าจะมีความแตกต่างกันไปตามสาเหตุที่ตรวจพบและความรุนแรงของอาการในขณะนั้น ดังนั้นจึงไม่ควรเลือกซื้อยารับประทานหรือใช้วิธีการรักษาด้วยตนเองเป็นเวลานานโดยที่ยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัดของอาการปวด นอกจากนี้ แพทย์ยังแนะนำให้ดูแลสุขภาพข้อเข่าด้วยการควบคุมน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม รวมถึงการออกกำลังกายเพื่อเสริมสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อรอบๆ ข้อเข่า ซึ่งจะช่วยลดภาระของข้อเข่าและช่วยให้การเคลื่อนไหวเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
นอกจากการดูแลเรื่องน้ำหนักและกล้ามเนื้อแล้ว ผู้ป่วยควรเลือกกิจกรรมที่เหมาะสมกับสภาพร่างกายของตนเอง และควรมีการวอร์มร่างกายก่อนเริ่มเล่นกีฬาเสมอ เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมของกล้ามเนื้อและข้อต่อ รวมถึงควรหลีกเลี่ยงการใช้งานข้อเข่าซ้ำๆ หรือการอยู่ในท่าทางที่เพิ่มแรงกดบริเวณเข่าเป็นเวลานาน และหากพบว่ามีอาการปวดเข่าอย่างต่อเนื่องหรือเริ่มมีสัญญาณผิดปกติ ควรเข้าพบแพทย์เพื่อประเมินสาเหตุตั้งแต่เนิ่นๆ เพราะอาการปวดเข่าไม่ได้หมายถึงความเสื่อมตามอายุเสมอไป การรู้เท่าทันปัจจัยเสี่ยงและไม่ปล่อยให้กลายเป็นอาการเรื้อรังจะช่วยลดปัญหาข้อเข่าในระยะยาวได้
ปวดเข่า ข้อเข่าเสื่อม นพ_นฤฌาน_จิรสิริสุข S_Spine_and_Joint_Hospital