SCB CIO เปิดกลยุทธ์การลงทุนในช่วงไตรมาส 4 ปี 2569 รับมือสภาวะดอกเบี้ยสูงยาวนาน โดยเน้นการลงทุนในตราสารหนี้คุณภาพสูงเพื่อสร้างรายได้ และคัดสรรหุ้นสหรัฐฯ และตลาดเกิดใหม่ที่ได้รับอานิสงส์จากห่วงโซ่ AI

SCB CIO ประเมินภาพรวมของสถานการณ์การลงทุนในช่วงไตรมาส 4 ปี 2569 ว่ากำลังก้าวเข้าสู่ช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนผ่านที่สำคัญของตลาดการเงินทั่วโลก โดยมีปัจจัยหลักมาจากอัตราดอกเบี้ยในระดับสากลที่มีแนวโน้มจะทรงตัวอยู่ในระดับสูงยาวนานขึ้นกว่าที่เคยเป็นมาในอดีต ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในโครงสร้างการลงทุนอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในส่วนของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรทั่วโลกกว่าร้อยละ 84 ที่อยู่ในระดับมากกว่าร้อยละ 4 ซึ่งถือเป็นโอกาสใหม่ที่สำคัญในการสร้างผลตอบแทนจากการลงทุนในตลาดตราสารหนี้ที่กลับมามีความน่าสนใจอีกครั้งในรอบหลายปี

การเติบโตของภาคธุรกิจที่ได้รับอานิสงส์โดยตรงจากการลงทุนในเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI รวมถึงการขยายตัวของโครงสร้างพื้นฐานระดับโลก เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ SCB CIO ยังคงให้ความสำคัญและให้น้ำหนักการลงทุนในกองทุนรวมหุ้นสหรัฐฯ อย่างต่อเนื่อง พร้อมกับการปรับเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในกองทุนรวมหุ้นในกลุ่มตลาดเกิดใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศเกาหลีใต้และไต้หวัน ซึ่งทั้งสองประเทศนี้มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในห่วงโซ่อุปทานเทคโนโลยีระดับโลก และเป็นฟันเฟืองหลักในการขับเคลื่อนนวัตกรรมใหม่ๆ ให้กับเศรษฐกิจโลกในปัจจุบัน

นอกจากนี้ SCB CIO ยังให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับอัตราดอกเบี้ยอย่างเคร่งครัด โดยเน้นการลงทุนในตราสารหนี้ที่มีคุณภาพสูงและมีอายุสั้นถึงปานกลาง เพื่อสร้างสมดุลที่เหมาะสมระหว่างโอกาสในการสร้างการเติบโตของพอร์ตการลงทุน และการสร้างรายได้ที่มั่นคงอย่างสม่ำเสมอ การเลือกสินทรัพย์ที่มีอายุสั้นถึงปานกลางจะช่วยลดผลกระทบจากความผันผวนของอัตราดอกเบี้ยในระยะยาวได้ดีกว่า ขณะที่ยังสามารถรับผลตอบแทนที่น่าพอใจจากสภาวะดอกเบี้ยปัจจุบันได้ ซึ่งถือเป็นกลยุทธ์สำคัญในการสร้างความสมดุลให้กับพอร์ตการลงทุนในยุคปัจจุบัน

นายศรชัย สุเนต์ตา, CFA, Deputy Head of Wealth Business ธนาคารไทยพาณิชย์ เปิดเผยข้อมูลเพิ่มเติมว่า ทั้ง SCB CIO และ BlackRock ต่างมีความเห็นที่สอดคล้องกันเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจโลกที่กำลังเข้าสู่สภาวะอัตราดอกเบี้ยแบบ “Higher for Longer” อย่างชัดเจน โดยมีปัจจัยหนุนหลักมาจากความยืดหยุ่นของเศรษฐกิจสหรัฐฯ รวมถึงการแข่งขันที่รุนแรงในการชิงเงินทุนระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน นอกจากนี้ยังมีแรงกดดันจากฝั่งอุปทานของเงินเฟ้อที่เกิดจากต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น และความเสี่ยงทางด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังคงเป็นปัจจัยกดดันสำคัญต่อเสถียรภาพของเศรษฐกิจโลกในปัจจุบัน

สภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบันส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรทั่วโลกทรงตัวอยู่ในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งถือเป็นการฟื้นบทบาทของตราสารหนี้ในฐานะแหล่งสร้างรายได้ที่สำคัญสำหรับนักลงทุน โดยในปัจจุบันนักลงทุนสามารถได้รับผลตอบแทนในระดับที่น่าสนใจจากสินทรัพย์ที่มีคุณภาพสูงมากกว่าในช่วงหลายปีที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม การลงทุนในยุคใหม่นี้มีความท้าทายมากขึ้นเนื่องจากความแตกต่างของผลตอบแทนและความเสี่ยงระหว่างสินทรัพย์แต่ละประเภทมีแนวโน้มขยายตัวมากขึ้นกว่าในช่วงยุคดอกเบี้ยต่ำในอดีต นักลงทุนจึงจำเป็นต้องอาศัยการคัดเลือกสินทรัพย์อย่างรอบคอบและละเอียดถี่ถ้วนมากขึ้นกว่าเดิม

สำหรับมุมมองในตลาดหุ้น ทั้ง SCB CIO และ BlackRock มีมุมมองที่สอดคล้องกันในเชิงบวกต่อหุ้นสหรัฐฯ เนื่องจากเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ยังคงได้รับแรงสนับสนุนอย่างต่อเนื่องจากการลงทุนในด้านปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI โดยมองว่า AI ไม่ได้เป็นเพียงแค่กระแสหรือธีมการลงทุนในกลุ่มเทคโนโลยีเท่านั้น แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่สำคัญของระบบเศรษฐกิจโลก ซึ่งกำลังสร้างอุปสงค์ใหม่ๆ ให้กับหลากหลายอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นการสร้างศูนย์ข้อมูล (Data Center) การพัฒนาระบบไฟฟ้า การวางโครงข่ายสื่อสาร และการสร้างโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่จำเป็นต่อการเติบโตของโลก

แม้ว่าการที่อัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับสูงอาจส่งผลให้เกิดแรงกดดันต่อระดับมูลค่าของหุ้นในบางช่วงเวลา แต่ผลประกอบการของบริษัทในสหรัฐฯ โดยเฉพาะกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับระบบนิเวศของ AI ยังคงมีความแข็งแกร่งและสามารถเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง ภายใต้กระแสการลงทุนที่มุ่งเน้นเพื่อรองรับความต้องการใช้พลังประมวลผลและข้อมูลที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้ SCB CIO ยังคงให้น้ำหนักการลงทุนในหุ้นสหรัฐฯ มากกว่าตลาดหลักอื่นๆ และยังมองหาโอกาสจากบริษัทที่เกี่ยวข้องกับจุดคอขวดสำคัญของระบบ AI ซึ่งมีศักยภาพในการเติบโตในระยะยาวอย่างต่อเนื่องและมั่นคง

อย่างไรก็ตาม ยังมีประเด็นสำคัญที่นักลงทุนต้องติดตามอย่างใกล้ชิดคือความสามารถของบริษัทต่างๆ ในการเปลี่ยนการลงทุนมหาศาลในด้าน AI ให้กลายเป็นรายได้จริงได้สำเร็จ หากกระบวนการนี้ล่าช้ากว่าที่คาดการณ์ไว้ ท่ามกลางภาระหนี้ของโครงการและตราสารหนี้ของศูนย์ข้อมูลที่มีสินทรัพย์รองรับ ซึ่งกำลังทยอยครบกำหนดและต้องทำการรีไฟแนนซ์ด้วยต้นทุนดอกเบี้ยที่สูงขึ้นในปัจจุบัน ซึ่งปัจจัยเหล่านี้อาจส่งผลให้เกิดแรงกดดันต่อหุ้นในกลุ่มเทคโนโลยีได้หากการสร้างรายได้ไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ในระยะเวลาที่เหมาะสม

นอกเหนือจากการให้ความสำคัญกับหุ้นสหรัฐฯ แล้ว ยังมีการปรับเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในหุ้นกลุ่มตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets: EM) ขึ้นสู่ระดับ Overweight เนื่องจากหลายตลาดกำลังได้รับประโยชน์โดยตรงจากการลงทุนในด้าน AI และเทคโนโลยีขั้นสูงที่กำลังขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศเกาหลีใต้และไต้หวัน ซึ่งทั้งสองประเทศมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในห่วงโซ่อุปทานเทคโนโลยีโลก และเป็นฐานการผลิตหลักสำหรับชิปและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่จำเป็นต่อการเติบโตของระบบ AI โดยแนวโน้มของกำไรในกลุ่มนี้ยังคงมีความแข็งแกร่งอย่างต่อเนื่อง

ในขณะที่ระดับมูลค่าของการลงทุนในกลุ่มตลาดเกิดใหม่ยังถือว่าไม่ตึงตัวเมื่อเปรียบเทียบกับตลาดพัฒนาแล้ว ทั้งนี้ SCB CIO และ BlackRock เห็นตรงกันในเรื่องของการลงทุนแบบคัดเลือกในกลุ่มตลาดเกิดใหม่ โดยมุ่งเน้นไปที่บริษัทที่ได้รับประโยชน์โดยตรงจากเมกะเทรนด์ด้าน AI การเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจดิจิทัล และการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานยุคใหม่ เนื่องจากมีการประเมินว่าโอกาสในการเติบโตของธุรกิจจะกระจุกตัวอยู่ในบางอุตสาหกรรมและบางธุรกิจที่มีความได้เปรียบเชิงการแข่งขันที่โดดเด่นกว่าภาพรวมของตลาดโดยรวมอย่างชัดเจน

ในส่วนของตราสารหนี้ การที่อัตราผลตอบแทนหรือ Yield สูงขึ้นช่วยให้โอกาสในการสร้างรายได้กลับมามีความน่าสนใจอีกครั้ง โดยตราสารหนี้ทั่วโลกกว่าร้อยละ 84 ให้ผลตอบแทนสูงกว่าร้อยละ 4 แต่การจัดพอร์ตการลงทุนยังคงต้องคำนึงถึงการจำกัดความเสี่ยงด้านระยะเวลา หรือ Duration จึงเน้นไปที่ช่วงกลางของเส้นอัตราผลตอบแทนพันธบัตร (Yield Curve) ได้แก่ พันธบัตรสหรัฐฯ (UST) อายุ 3–7 ปี ควบคู่ไปกับตราสารหนี้จำนองภาครัฐ (Agency MBS) ของสหรัฐฯ ที่ให้ส่วนต่าง (Spread) และกระแสรายได้จากการถือครอง (Carry) ที่คุ้มค่ากับความเสี่ยงที่ได้รับ

ขณะเดียวกันมีการปรับลดน้ำหนัก (Underweight) ในพันธบัตรสหรัฐฯ (UST) ระยะยาว และพันธบัตรญี่ปุ่น (JGB) เนื่องจากความเสี่ยงจากค่าพรีเมียมของระยะเวลา (Term Premium) และโอกาสที่นักลงทุนชาวญี่ปุ่นจะดึงเงินทุนกลับสู่ประเทศ สำหรับหุ้นกู้คุณภาพสูง (IG) ระยะสั้น ยังคงคงสถานะเป็นกลาง (Neutral) เนื่องจากส่วนต่างของผลตอบแทนค่อนข้างแคบ และมีการปรับลดน้ำหนัก (Underweight) ในหุ้นกู้ IG ระยะยาว เนื่องจากต้องเผชิญกับแรงกดดันจากปริมาณอุปทานของหุ้นกู้ใหม่จากกลุ่มผู้ให้บริการคลาวด์รายใหญ่ (Hyperscalers) ที่เพิ่มขึ้นในตลาด

SCB SCBCIO Investment AI Bond Stock