SCB WEALTH จัดงานเสวนาออนไลน์ "Fed, Dollar and Beyond" วิเคราะห์ทิศทางเศรษฐกิจโลกและค่าเงินหลัง Fed ปรับขึ้นดอกเบี้ย พร้อมเสนอแนะกลยุทธ์ลงทุนในหุ้นกลุ่ม AI และการกระจายความเสี่ยงผ่านกองทุนดอลลาร์

SCB WEALTH ได้จัดงานเสวนาออนไลน์ในหัวข้อสำคัญอย่าง "Fed, Dollar and Beyond" เพื่อเปิดมุมมองและวิเคราะห์เจาะลึกเกี่ยวกับสภาวะเศรษฐกิจโลกและทิศทางของค่าเงินภายหลังจากการที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือ Fed ได้มีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย โดยเนื้อหาในการเสวนาครอบคลุมถึงการประเมินสถานการณ์เศรษฐกิจในภาพรวมของโลกและของสหรัฐฯ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในมิติของความผันผวนที่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงของนโยบายการเงินระดับโลกที่ส่งผลกระทบต่อตลาดการเงินในวงกว้าง

จากการประเมินโดยทีมวิเคราะห์ของ SCB EIC พบว่าเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ยังคงมีแนวโน้มที่จะขยายตัวต่อไปได้แม้จะมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเกิดขึ้นก็ตาม ในส่วนของบริบทภายในประเทศไทยนั้น คาดการณ์ว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยจะยังคงทรงตัวอยู่ในระดับที่ 1% ไปจนถึงปี 2570 เพื่อเป็นการประคองเศรษฐกิจที่กำลังอยู่ในช่วงการฟื้นตัวอย่างช้าๆ ให้สามารถดำเนินต่อไปได้อย่างมั่นคงท่ามกลางความท้าทายต่างๆ ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน

ในส่วนของทิศทางค่าเงินบาทนั้น ทางทีมงาน SCB FM ได้คาดการณ์ว่าในช่วงระยะเวลา 1-2 เดือนข้างหน้า ค่าเงินบาทจะมีการเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบ 33.30 - 33.80 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ก่อนที่จะมีโอกาสในการแข็งค่าขึ้นเล็กน้อยเข้าสู่กรอบ 33.00 - 33.50 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ในช่วงปลายของปีนี้ ทั้งนี้การคาดการณ์ดังกล่าวได้คำนึงถึงปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจและปัจจัยภายนอกที่ส่งผลกระทบต่อความต้องการเงินตราต่างประเทศ รวมถึงปัจจัยเชิงฤดูกาลที่อาจส่งผลต่อความต้องการใช้เงินตราต่างประเทศของนักท่องเที่ยว

สำหรับการให้คำแนะนำแก่นักลงทุนในระยะสั้นนั้น ทาง SCB FM ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากความผันผวนของค่าเงินในปัจจุบันมีโอกาสที่จะสูงกว่าผลตอบแทนที่คาดหวังจากการลงทุนในบางช่วงเวลา การบริหารจัดการความเสี่ยงจึงเป็นสิ่งสำคัญที่นักลงทุนต้องคำนึงถึงอย่างรอบคอบ อย่างไรก็ตาม สำหรับการลงทุนในระยะยาวนั้นอาจไม่มีความจำเป็นที่จะต้องทำการป้องกันความเสี่ยงทั้งหมด ซึ่งขึ้นอยู่กับกลยุทธ์และเป้าหมายการลงทุนของแต่ละบุคคลที่แตกต่างกันออกไป

ทางด้านมุมมองจาก SCB CIO ได้ให้ความเห็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับวัฏจักรการลงทุนในเทคโนโลยี AI ซึ่งยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนที่สำคัญอย่างยิ่งในปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มหุ้นของสหรัฐฯ และตลาดเกิดใหม่ (Emerging Market) โดยเฉพาะในประเทศเกาหลีใต้และไต้หวัน ซึ่งได้รับประโยชน์โดยตรงจากห่วงโซ่อุปทานของเทคโนโลยี AI ที่กำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดด การเติบโตของเทคโนโลยีเหล่านี้ส่งผลให้เกิดโอกาสในการสร้างผลตอบแทนในกลุ่มอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีขั้นสูงและโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็น

นายนนท์ พฤกษ์ศิริ นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ (SCB EIC) ได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับกรณีที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ได้ปรับขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมครั้งล่าสุด โดยระบุว่าตลาดส่วนใหญ่ได้มีการคาดการณ์ไปในทิศทางนี้ค่อนข้างมากแล้ว ซึ่งสามารถสังเกตได้จากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (Bond yield) ของสหรัฐฯ ที่มีการปรับตัวสูงขึ้นไปก่อนหน้าการตัดสินใจของ Fed จริงๆ เสียด้วยซ้ำ สะท้อนให้เห็นว่าตลาดมีการรับรู้ข้อมูลข่าวสารและปรับตัวเข้ากับสถานการณ์ล่วงหน้าไปพอสมควรแล้ว

นายนนท์ พฤกษ์ศิริ ยังได้กล่าวเสริมถึงสภาวะที่โลกเคยเผชิญกับอัตราดอกเบี้ยในระดับที่ใกล้เคียงกับปัจจุบันเมื่อประมาณ 2 ปีก่อน และเมื่อพิจารณาจากโมเมนตัมของเศรษฐกิจสหรัฐฯ พบว่าแม้ในช่วงที่อัตราดอกเบี้ยจะสูงกว่าประเทศพัฒนาแล้วอื่นๆ แต่เศรษฐกิจของสหรัฐฯ ก็ยังคงสามารถเติบโตได้ดีกว่าอย่างเห็นได้ชัด ทำให้มีความเชื่อมั่นว่าหลังจากมีการปรับขึ้นดอกเบี้ยในครั้งนี้ เศรษฐกิจของสหรัฐฯ จะยังมีแนวโน้มเติบโตต่อไปได้ในช่วง 6 เดือนข้างหน้า เนื่องจากมีปัจจัยพื้นฐานที่ค่อนข้างแข็งแกร่งรองรับอยู่

นายนนท์ พฤกษ์ศิริ ยังได้อธิบายเพิ่มเติมว่าเศรษฐกิจของสหรัฐฯ นั้นได้มีการเติบโตที่ดีมาตั้งแต่ก่อนที่จะเกิดกระแสการลงทุนในเทคโนโลยี AI ขึ้นด้วยซ้ำ และในระยะหลังนี้พบว่าประเด็นด้านนโยบายของรัฐบาลสหรัฐฯ เริ่มมีความสำคัญต่อเศรษฐกิจของสหรัฐฯ มากกว่าปัจจัยด้านอัตราดอกเบี้ยเพียงอย่างเดียว สำหรับเศรษฐกิจโลกโดยรวมนั้นมีแนวโน้มที่จะขยายตัวต่อไปได้ แต่ความเร็วและทิศทางการขยายตัวของแต่ละประเทศนั้นมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากแต่ละประเทศได้รับผลกระทบจากสภาวะเงินเฟ้อที่ปรับตัวสูงขึ้นในระดับที่ต่างกัน

ผลกระทบจากเงินเฟ้อที่สูงขึ้นส่งผลให้ธนาคารกลางของประเทศต่างๆ อาจจำเป็นต้องทยอยปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อควบคุมสถานการณ์ ในขณะที่บางประเทศที่ได้รับอานิสงส์จากวัฏจักรการลงทุนในเทคโนโลยี AI เช่น เกาหลีใต้ แม้จะต้องมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยตามสภาวะเศรษฐกิจ แต่เศรษฐกิจโดยรวมของประเทศเหล่านั้นก็ยังคงมีความแข็งแกร่ง ในทางตรงกันข้าม เศรษฐกิจของหลายประเทศกลับมีความน่ากังวลเนื่องจากต้องเผชิญกับปัญหาด้านเสถียรภาพของค่าเงินที่อ่อนค่าลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งส่งผลกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันและการค้าในระดับสากล

สำหรับบริบทของเศรษฐกิจไทยนั้น ถูกระบุว่าเป็นประเทศที่มีอัตราดอกเบี้ยนโยบายต่ำที่สุดในกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ (Emerging Market : EM) โดยทาง SCB EIC ประเมินว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยจะยังคงอยู่ในระดับ 1% ต่อไปจนถึงปี 2570 เนื่องจากค่าเงินบาทของไทยมีความค่อนข้างมีเสถียรภาพ และอัตราเงินเฟ้อไม่ได้พุ่งสูงมากเท่ากับประเทศอื่นๆ นอกจากนี้ เนื่องจากเศรษฐกิจไทยยังมีการเติบโตที่ค่อนข้างช้าและไม่ทั่วถึง จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องใช้นโยบายการเงินที่ผ่อนคลายเพื่อประคองเศรษฐกิจให้เดินหน้าต่อไปได้ ขณะเดียวกันก็ต้องเฝ้าระวังความผันผวนที่อาจเกิดขึ้นในตลาดการเงินที่เพิ่มมากขึ้น

นายวชิรวัฒน์ บานชื่น นักกลยุทธ์ตลาดการเงินอาวุโส SCB Financial Markets (SCB FM) ให้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับค่าเงินบาทในช่วงที่ผ่านมาว่าได้รับอิทธิพลจากปัจจัยภายนอกเป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นการปรับตัวสูงขึ้นของราคาน้ำมัน การปรับขึ้นดอกเบี้ยของ Fed และการแข็งค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐฯ อย่างไรก็ตาม ค่าเงินบาทได้รับปัจจัยบวกสนับสนุนจากทิศทางค่าเงินในภูมิภาค โดยเฉพาะเงินเยนที่แข็งค่าขึ้นจากการเข้าแทรกแซงของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BoJ) รวมถึงข่าวการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยที่อาจเร็วขึ้น และการที่กองทุน GPIF ของญี่ปุ่นเริ่มโยกเงินกลับมาลงทุนในตลาดตราสารหนี้ในประเทศ

ในการวิเคราะห์ช่วง 1-2 เดือนข้างหน้า นายวชิรวัฒน์ บานชื่น ประเมินว่าเงินบาทจะเคลื่อนไหวในกรอบ 33.30 - 33.80 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ โดยมีปัจจัยกดดันจากราคาน้ำมันที่สูง ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ และความไม่แน่นอนของสงครามการค้า รวมถึงการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ ที่มักส่งผลให้เงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้นตามสถิติในอดีต อย่างไรก็ตาม ในช่วงปลายปีคาดว่าเงินบาทมีโอกาสแข็งค่าขึ้นสู่กรอบ 33.00 - 33.50 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ จากปัจจัยฤดูกาลท่องเที่ยว ดุลการค้าที่ดีขึ้น และราคาทองคำที่ยังมีโอกาสปรับตัวขึ้น พร้อมทั้งการกระจายพอร์ตผ่านกองทุนดอลลาร์ เช่น SCBUSDGMCORE, SCBUSDUSFOCUS และ SCBUSDGOLD เพื่อบริหารความเสี่ยงจากความผันผวนของตลาด

สำหรับการบริหารจัดการอัตราแลกเปลี่ยนในปัจจุบัน พบว่าต้นทุนการป้องกันความเสี่ยง (Hedging cost) อยู่ในระดับที่ค่อนข้างสูง โดยเฉพาะระยะ 1 ปีข้างหน้าที่สูงถึงประมาณ 3.6% ซึ่งสูงกว่าในอดีตมากเนื่องจากส่วนต่างของอัตราดอกเบี้ยระหว่างไทยและสหรัฐฯ ที่ห่างกันมาก ดังนั้นสำหรับนักลงทุนที่มีการถือครองหรือสนใจลงทุนในสินทรัพย์สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯ การพิจารณาเลือกเครื่องมือที่เหมาะสมในการบริหารจัดการความเสี่ยงจึงเป็นสิ่งสำคัญในการสร้างโอกาสในการรับผลตอบแทนที่เหมาะสมและลดผลกระทบจากความผันผวนของตลาดเงินตราต่างประเทศในปัจจุบัน

SCBWEALTH SCBEIC SCBFM Fed AI Dollar